มารู้จักนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลกกันเถอะ

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักชื่อนักวิทยาศาสตร์กันบ้าง เพราะเราจะต้องเรียนรู้ชื่อและการมีชื่อเสียงของเขาเหล่านี้ว่ามีการสร้างชื่อเสียงอะไรไว้บ้าง หากใครที่ลืมไปแล้ววันนี้เรามาทบทวนให้ทราบกันอีกครั้งค่ะ

  1. อริสโตเติล (Aristotle)  เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญหลายเรื่อง โดยเขามีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยก่อนคริสต์ศํกราช เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก และที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดก็คือ การที่เขาสามารถแยกประเภทของสัตว์ได้ 2 ชนิดคือสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังกับสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง
  2. กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marconi)  สำหรับนักวิทยาศาสตร์คนนี้เป็นคนอิตาลี เขามีชื่อเสียงอย่างมากเรื่องการผลิตวิทยุเป็นคนแรกของโลก จนทำให้ครอบครัวของเขากลายเป็นมหาเศรษฐี เพราะได้ทำการเปิดบริษัทผลิตวิทยุโทรเลข เขาเกิดเมื่อวันที่ 25 เดือนเมษายน ปีคริสต์ศักราช 1874  ซึ่งได้เสียชีวิตลงในวันที่ 20 กรกฎาคม ปีคริสต์ศักราช 1937  รวมแล้วเขามีอายุได้ 63 ปี
  3. นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla)  สำหรับนักวิทยาศาสตร์คนนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวโครเอเชีย สัญชาติอเมริกัน เขาเป็นผู้ที่ค้นพบการเปลี่ยนแปลงจากสนามแม่เหล็กมาเป็นสนามไฟฟ้า และยังมีการประดิษฐ์ขดลวดเทสลา  ที่สำคัญเขายังเป็นคนแรกที่ค้นพบวิธีการติดต่อสื่อสารกันแบบไร้สายได้อีกด้วย  แต่เชื่อไหมว่าเขาไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนในสังคมสักเท่าไหร่ เพราะเขาเป็นคนที่เข้าสังคมไม่ค่อยเก่ง เขาจึงได้รับสมยานามว่า นักวิทยาศาสตร์ที่โลกลืม ซึ่งนิโคลา เกิดวันที่ 10 กรกฎาคม คริสต์ศักราช 1856 และได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่  7 มกราคม คริสต์ศักราช 1943 ซึ่งโดยรวมแล้วเขามีอายุยืนยาวถึง 86 ปีเลยทีเดียว
  4. โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) เชื่อว่าหลายคนยังคนจำนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ โทมัส อัลวา เอดิสัน กันได้เพราะเขามีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของการคิดค้นหลอดไฟ ในปัจจุบันประวัติของเขายังถูกนำมาสร้างเป็นการ์ตูนเพื่อให้เด็กเด็กได้ชมผลงานของเขา เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ โดยเขาเกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ คริสต์ศักราช 1847  และมีอายุได้ 84 ปีก็เสียชีวิต ซึ่งเขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 เดือนตุลาคม  คริสต์ศักราช 1931  ตามประวัติเล่าว่า โทมัส อัลวา เอดิสัน มีปัญหาเรื่องการอ่านหนังสือไม่ออก จนถึงอายุ 12 ขวบและเขายังประสบอุบัติเหตุบนรถไฟ ทำให้เขาสูญเสียการรับฟัง แต่เขาก็ยังสามารถสร้างผลงานดีๆออกมาให้คนทั้งโลกได้ชื่นชมผลงานของเขาได้

นี่เป็นเพียงรายชื่อนักวิทยาศาสตร์เพียงน้อยนิดเท่านั้นที่นำมาให้อ่านกัน ซึ่งยังมีนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งเก่งและมีชีวิตอีกมากมายหลายท่านที่จะนำมาแนะนำให้ทราบกันอีกภายหลัง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb88 ฟรี 300

มนุษย์ต่างดาวคือวิธีการตัดแต่งพันธุกรรมด้วยมนุษย์

คุณว่ามนุษย์อย่างเราเกิดมาจากอะไร? แล้วคุณมีความเชื่อเรื่องการมีอยู่จริงของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่? หลายคนอาจจะกำลังสงสัยแล้วมันเกี่ยวอะไรกันระหว่างการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาว และการเกิดของมนุษย์โลกเรา

ถ้าหากตอบคำถามในส่วนของคำถามที่ว่ามนุษย์เกิดมาจากอะไร หลายคนอาจจะตอบว่าลิงใช่หรือไม่ เพราะวิทยาศาสตร์บอกมาแบบนั้น ทฤษฎีที่แท้จริงนั้นอธิบายว่า มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิง ไม่ได้บอกว่ามนุษย์เกิดมาจากลิง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ลิงเกิดมาจากอะไรก่อนหน้านี้

ซึ่งก็ไม่มีใครสามารถหาคำตอบให้กับเรื่องนี้ได้อีเช่นเดียวกัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับมนุษย์ต่างดาวล่ะ ซึ่งเป็นข้อสันนิฐานที่บุคคลทั่วไปกล่าวถึงนั้นก็คือ มนุษย์ต่างดาวคือผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมา ในดาวโลกของมนุษย์ต่างดาวที่อาศัยอยู่นั้น เชื่อว่ามีเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นก่อนโลกของเรา

และก้าวไกลกว่าโลกของเราเป็นอย่างมาก เราไม่อาจสามารถหาคำตอบได้ว่าลิงที่ต่อมาวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์นั้นเกิดมาจากอะไร แต่สิ่งนี้ที่หลายคนคิดว่ามันเป็นไปได้ก็คือ มนุษย์ต่างดาวได้เดินทางมายังโลก แต่จับลิงที่มีรูปร่างลักษณะที่คล้ายกับมนุษย์มากที่สุดนั้นก็ลิงซิมแปนซี เอาไปทำการตัดต่อพันธุกรรม

โดยนำเซลล์ของมนุษย์ต่างดาวเข้าร่างกายของลิงเหล่านั้น จนกลายมาเป็นมนุษย์ เพราะตามหลักของวิทยาศาสตร์แล้วนั้นยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า ลิงวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ได้อย่างไร เพราะไม่ว่าสิ่งชีวิตอะไรก็ไม่สามารถสืบพันธุ์ข้ามสปีชีร์ได้อย่างแน่นอน จะบอกว่าลิงไปสืบพันธุ์กับสัตว์ที่คล้ายกันก็เป็นไปได้อย่างแน่นอน ลิงจะวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ที่มีความคิดได้จริงๆหรือ

ถ้าไม่ใช่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในร่างกายของลิง นั้นก็เท่ากับว่าร่างกายของมนุษย์เราก็เปรียบเสมือนมีเซลล์ของมนุษย์ต่างปะปนอยู่ด้วย ถ้าหากว่าข้อสันนิฐานนี้เป็นจริงขึ้นมา แต่ถึงอย่างไรเรื่องของมนุษย์ต่างดาวก็ยังไม่มีใครที่จะยืนยันอยู่ดีว่ามันมีอยู่จริง

แม้นักวิทยาศาสตร์เองนั้นก็ไม่สามารถหาคำตอบให้กับเรื่องนี้ได้เช่นกัน แต่ในคำตอบนั้นก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อย่าลืมว่าจักรวาลของเรานั้นกว้างใหญ่ไพศาล เป็นเส้นทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดคือตรงไหน ดวงดาวที่อยู่ในจักรวาลมีมากมาย

ทั้งที่มนุษย์โลกเรายังไม่มีสามารถเดินทางออกไปสำรวจได้ทั่ว และมันก็เป็นสิ่งที่การันตีไม่ได้เหมือนว่าในจักรวาลแห่งนี้มีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนดาวดวงอื่นๆ เหมือนกับโลกหรือไม่ ถึงอย่างไรแล้วเราคงต้องฝากความหวังกับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ในอนาคตที่พัฒนามากยิ่งขึ้น เพื่อหาคำตอบสิ่งมีชีวิตข้างโลกนั้นกลับมาได้

 

ขอขอบคุณ  รหัสคูปอง rb88  ที่ให้การสนับสนุน

มนุษย์ต่างดาวหลักฐานของชาวอียิปต์

เชื่อกันว่าหลายคนคงอาจจะไม่ค่อยเชื่อในเรื่องของสิ่งลี้ลับกันสักเท่าไหร่ โดยเฉพาเรื่องภูตผีปีศาจ แต่สิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงอยู่นี้เป็นเรื่องของสิ่งมีชีวิตที่มาจากนอกโลกนั้นก็คือ มนุษย์ต่างดาว เอาข้าจริงๆแล้วมนุษย์ต่างดาวสำหรับใครหลายๆคนก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในสิ่งลี้ลับไม่ต่างจาเรื่องภูมิผีปีศาจไปด้วยเช่นกัน

เพรังเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ ไม่ใช่ทุกคนจะเคยพบเห็น แม้ว่ามนุษย์ต่างดาวจะถูกนิยามว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากนอกโลก ซึ่งเกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์ แต่ทางด้านของวิทยาศาสตร์เองไม่สามารถที่จะยืนยันเรื่องนี้ได้อย่างแน่ชัดว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีชีวิตอยู่จริง

แต่มีหลักฐานอยู่สิ่งหนึ่งที่จะสามารถอธิบายการมีอยู่จริงขิงมนุษย์ต่างดาวว่ามีอยู่จริงก็เป็นได้ นั้นก็คือ หลักฐานโบราณของชาวอียิปต์ ที่สำคัญเลยก็คือ ภาพวาดสลักขนกำแพง ถ้าหากใครได้มีโอกาสเดินทางไปดูด้วยตาของตัวเองก็อาจจะเห็น หรือใครไม่เคยเห็นก็ลองค้นหาดูในอินเตอร์ก็ได้

ซึ่งภาพวาดเหล่านั้นก็เหมือนกับภาพโดยทั่วไป เรามีความเชื่อที่ว่าภาพวาดเหล่านั้นทิ้งหลักฐานความเป็นอดีตเอาไว้ ทิ้งหลักฐานว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในระยะเวลาที่ผ่านมาแล้ว อาจจะเป็นในสมัยโบราณยังไม่มีการคิดค้นตัวอักษรหรือภาษาขึ้นมาใช้ หลายๆอย่างจึงสื่อสารออกมาด้วยการภาพวาดนั้นเอง

แต่ที่น่าแปลกบนภาพวาดเหล่านั้นของชาวอียิปต์ก็คือ มนุษย์ที่มีรูปร่างแปลกประหลาด รวมไปถึงยานพาหนะที่อยู่เหนือชาวอียิปต์ เป็นหลักฐานที่สามารถตีความว่า นั้นคือมนุษย์ต่างดาวที่เดินทางมายังโลก จึงกลายเป็นเรื่องราวที่ชาวอียิปต์ในสมัยโบราณจารึกเอาไว้

หรืออีกอย่างที่หลายๆคนเข้าใจมนุษย์ต่างดาวคือ พระเจ้า นั้นก็เท่ากับว่าสิ่งที่ชาวศาสนาคริสต์นับถืออยู่นั้นเป็นพระเจ้า แต่แท้จริงแล้วคือมนุษย์ต่างดาวที่เดินทางมาอย่างสันติ และสอนต่างๆให้กับชาวอียิปต์สมัยนั้น ซึ่งภาพวาดถือว่าเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเลยก็ว่าได้

และอีกหนึ่งอย่างที่สันนิฐานนั้นก็คือ พีระมิด ที่มีความสูงและฐานที่แข็งแรงเป็นอย่าง ในปัจจุบันหลายคนเชื่อว่ามนุษย์ในสมัยนั้นไม่น่าจะสร้างอะไรที่มั่นคงได้ขนาดนี้ หรือสามารถสร้างอะไรที่สูงใหญ่ได้ขนาดนี้ เพราะมันจะต้องอาศัยอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรสักอย่างเข้ามาช่วย

และได้มีการวิเคราะห์โลกของมนุษย์ต่างดาวมีเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ที่น่าจะก้าวไปไกลกว่าโลกหลายเท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้เมื่อรวมกับหลักฐานบนภาพวาดเหล่านั้น ว่าสิ่งก่อสร้างของชาวอียิปต์สมัยนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวนั้นสร้างเอาไว้อย่างแน่นอน ถึงอย่างไรนั้นเรื่องมนุษย์ต่างดาวนั้นจะมีอยู่จริงไม่เราคงจะต้องรอดูกันอีกทีในอนาคต เผื่อว่าพวกเขาจะเดินทางมายังโลกเราอีกครั้ง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb88 สล็อต

มนุษย์ยุคกำเนิดกับภาษา

เคยคิดกันหรือไม่ว่าทำไมเราถึงต้องมีการสื่อสารกันโดยใช้ภาษา แล้วภาษามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วทำไมทั่วโลกถึงไม่ใช่ภาษาพูดแบบเดียวกันทั้งหมด ทำถึงจะต้องมีหลากหลายภาษา ซึ่งในบทความนี้เราจะมาไขข้อข้องใจตามทฤษฎีที่มีการวิจัยและข้อสันนิฐานต่างๆตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

โดยจะเริ่มจากการย้อนไปตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของเราเลยก็ว่าได้ ในความเป็นจริงแล้วมีการะบุเอาไว้ว่า แต่เดิมนั้นบรรพบุรุษมนุษย์ของเราได้มีการสื่อสารทางภาษาเหมือนกันทั้งหมด

แต่เพราะมีความต้องการในการขยายเผ่าพันธุ์ นอกจากการขยายเผ่าพันธุ์โดยวิธีการสืบพันธุ์แล้ว ยังต้องการที่จะขยายอาณานิคมให้เต็มไปด้วยเผ่าพันธุ์ของตนเอง ซึ่งถือว่ามีความคิดที่ทำให้เห็นได้ชัดว่ามนุษย์นั้นเริ่มมีวิวัฒนาการในทางความคิดเพิ่มมากขึ้น เมื่อมนุษย์ได้เริ่มการขยายเผ่าพันธุ์ออกไปทั่วทุกพื้นที่ของโลก ทำให้มนุษย์ได้ทราบว่าในแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก

ไม่เหมือนกับที่ที่เคยจากมา มีสิ่งที่แปลก สิ่งที่ไม่เคยเห็น เพราะฉะนั้นจึงเกิดเป็นศัพท์ใหม่ที่คิดค้นขึ้นมาเอง หากเปรียบเทียบก็อย่างเช่น สมมติว่าประเทศไทยเราไม่มีหิมะให้เห็น เพราะการไม่เห็นทำให้เราไม่รู้ว่ามันมีสิ่งนั้นอยู่บนโลกใบนี้ เมื่อเราเดินทางไปยังต่างแดน

เราเจอสิ่งที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเป็นเกร็ดสีขาว เราจึงหาคำว่าแทนการเรียกของมันว่า สโนว์ (snow) เป็นเช่นนี้นั้นหมายถึงว่าได้เกิดรากศัพท์ใหม่ขึ้นมาหลากหลายคำ และเมื่อการบอกเล่าจากปากต่อปาก อาจจะทำให้ภาษามีการบิดเบือนไปตามพื้นที่ ซึ่งเป็นการทำให้มีการออกเสียงที่แตกต่างกันออกไปเรื่อยๆ

จึงเป็นที่มาของข้อสันนิฐานนี้ว่าทำไมเราจึงมีภาษาที่แตกต่างกันออกไป หรือจะสังเกตได้จากสัตว์ในยุคปัจจุบัน ต่อให้เป็นสัตว์ชนิดเดียวกัน สายพันธุ์เดียวกัน

แต่ถ้าหากว่ามันถูกเลี้ยงอาศัยอยู่กันคนละพื้นที่ การสื่อสารและประสาทความรับรู้ของมันก็แตกต่างกันไปตามพื้นที่ที่มันอาศัยอยู่ แต่จะมีอีกภาษาหนึ่งที่จะสามารถสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน แม้ว่าเราจะมีการพูดโดยใช้ภาษาที่แตกต่างกัน นั้นก็คือ ภาษามือ ถือว่าเป็นภาษาที่ไม่ต้องพูด จะทำการสื่อสารโดยใช้สัญลักษณ์ต่างๆแทน ซึ่งในภาษามือนี้จะให้ความเข้าใจในความหมายของคำเดียวกันในทั้งหมดของทุกๆภาษา ผู้ที่ต้องเรียนรู้ภาษามือส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้พิการทางการได้ยิน และผู้พิการทางการพูดไม่ได้

แต่ในปัจจุบันคนทั่วไปก็เริ่มหันมาสนใจในการเรียนรู้ภาษามือมากขึ้น เพราะถ้าหากเข้าพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ อย่างน้อยภาษามือที่สามารถแทนคำศัพท์ของภาษาทั่วโลกได้ก็จะสามารถทำให้สื่อสารกันได้เช่นเดียวกัน

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb88

ไวรัส-19ทำไมถึงเข้าไปเล่นงานที่ปลอดของมนุษย์?

ซึ่งในกรณีไวรัสสายพันใหม่2019หรือที่หลายคนเขาเรียกกันว่าโควิดนายทีนเป็นแบบมีเปลือกหุ้มและส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้เจ้าไวรัสโคโรน่ามันได้มีความพิเศษกว่าอย่างอื่นกว่าไวรัสตัวอื่นมันคืออะไรเรามาดูกันอย่างแรกเลยตระกลูโคโรน่าไวรัสจะมีสิ่งที่เรียกว่าเจ้าสไปโปรตีนหรือที่เียกกันย่อๆว่าSโปรตีนS

ซึ่งน่าตาของไวรัสโคโรน่านั้นมันจะมีลักษณะเป็นวงกลมแล้วก็มีหนามล้อมรอบเหมือนกับมงกฎมันจึงได้ชื่อไวรัสโคโรน่าที่ชื่อว่ามงกฎส่วนตัวที่เหมือนมงกฎนั้นมันก็จะยื่นออกมาเป็นแหลมๆเราเรียกกันว่าสไปโปรตีน

ซึ่งมันได้ทำหน้าที่สำคัญมากๆเจ้าสไปโปรตีนนี้เปรียบเสมือนลูกกุญแจที่จะทำหน้าที่ไขประตูเข้าสู่เซลล์ร่างกายของมนุษย์ส่วนที่สองก็คือเจ้าตัวเปลือกหุ้มหรือว่าเอ็นเวลอปมันจะทำหน้าที่ปกป้องเจ้าตัวไวรัสเจ้าเอ็นเวลอปนี้ในขณะที่ไวรัสยังไม่เข้าเซลล์ของสิ่งมีชีวิตยิ่งมีเปลือกหุ้มแข็งเกร่งมากเท่าไหร่เชื้อก็จะสามารถที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติได้นานขึ้น

เมื่อไวรัสเข้าสู้ร่างกายของมนุษย์แล้วมันเข้าไปในร่างกายของเราแล้วทำไมมันถึงเจาะจงไปเล่นงานปลอดของมนุษย์ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์และเป็นจุดสำคัญที่ให้ใครหลายคนนั้นเสียชีวิตต้องบอกว่าถ้าเจ้าสไปโปรตีนของเจ้าไวรัสเป็นเหมือนดั่งลูกกุญแจร่างกายคนเราก็จะต้องมีแม่กุญแจถูกหรือไม่แม่กุญแจก็คือตัวรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายโดยตรง

ซึ่งเจ้าแม่กุญแจนั้นได้อีกชื่อหนึ่งหรือจะเรียกให้ชัดเจนก็คือตัวรับหรือว่ารีซิสเตอร์ซึ่งตัวรับไวรัสของโคโรน่าที่จะพาไวรัสเข้าสู่ร่างกายของเราได้อย่างพอดีโดยตรงที่มีชื่อเรียกว่าGenetic Material 

นอกจากนี้เจ้าGenetic Materialนี้ดันมาอาศัยอยู่ในบริเวณปลอดของมนุษย์อย่างพอดีพูดง่ายๆเลยว่าไวรัส19มันมีตัวสไปโปรตีนมันมีกุญแจแต่ตัวแม่กุญแจของมนุษย์ดันไปอยู่ที่ปลอดส่วนใหญ่พอมันได้เข้าไปถึงปลอดถือว่ามันประสบความสำเร็จแล้วสปาคกันติดแล้วเชื้อไวรัสนั้นมันก็จะเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์เราอย่างสมบูรณ์ทำให้เราติดเชื้อ

เมื่อไวรัสได้เข้าสู่เซลล์ในร่างกายมันก็จะต้องอยู่รอดด้วยการแพร่พันหรือว่าเพิ่มจำนวนนั่นมันเป็นสิ่งเดียวที่มันทำเป็นคือแพร่พันแพร่ไปเรื่อยๆมันก็จะปล่อยสารพันธุกรรมออกมาเพื่อจะเข้าไปควบคุมGenetic Material แล้วก็สร้างไวรัสตัวใหม่ขยายตัวมันออกมาเรื่อยๆ

ซึ่งไวรัสเมื่อมันได้มีจำนวนมากขึ้นในเซลล์มันก็จะทำให้เซลล์นั้นแตกออกทำให้กระจายไปทั่วปลอดและเชื้อที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ก็จะไปจับเซลล์ตัวอื่นทำซ้ำในลักษณะแบบนี้ไปเรื่อยๆและมันก็จะถือว่าเป็นนการเพิ่มประสิทธิ์ภาพในตัวเองและกลายพันไปเรื่อยในหลายๆกรณี

 

สนับสนุนโดย  betbbthai

มนุษย์ต่างดาวพูดถึงเด็กผู้ชายที่จะลายล้างโลก

 

มนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงหรือไม่? แล้วคุณเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวหรือไม่? ต้องขอบอกก่อนเลยว่าเรื่องมนุษย์ต่างดาวนั้นยังไม่มีสิ่งที่มายืนยันได้ว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่

เพราะในทางของวิทยาศาสตร์เองก็ไม่ได้ออกมาสรุปข้อมูลเท็จจริงแต่อย่างไหน สิ่งที่เราเรียกว่ามนุษย์ต่างดาว และ จานบิน นั้นเกิดมาจากจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบนิยาหรือไม่ก็ภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ รวมไปถึงแหล่งที่มาของภาพถ่ายจริงหรือคลิปวิดีโอที่มีสามารถกดถ่ายบันทึกภาพเหล่านั้นได้ทัน ก็คือภายถ่ายวัตถุที่มีรูปทรงแปลกประหลาดบินอยู่เหนือน่านฟ้าคล้ายกับเครื่องบิน

ที่ใครหลายๆคนตั้งชื่อให้มันว่า จานบิน พูดถึงคลิปวิดีโอแล้วจะเห็นแค่ว่าเป็นแค่วัตถุบางอย่างลอยอยู่ ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คลิปวิดีโอเหล่านั้นถูกมองว่าเป็นของปลอม สามารถที่จะทำการตัดต่อได้ แต่ได้มีคลิปวิดีโออยู่ชุดหนึ่งที่ไม่ผ่านการตัดต่อด้วยโปรแกรมใดๆ

เป็นการทึกคลิปวิดีโอด้วยฟิล์ม ซึ่งคลิปนี้ถูกแอบอ้างว่าเป็นคลิปวิดีโอการสอบปากคำมนุษย์ต่างดาวอย่างลับ ที่เกิดขึ้นเมื่อปีค.ศ.1964 โดยฐานลับสุดยอดของอเมริกา หรือ แอเรีย 51 ซึ่งในคลิปที่ว่านั้นทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบปากคำมนุษย์ต่างดาวที่จับกุมไว้ได้และสอบถามหลายคำถาม แต่ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงชุดคำถามที่เกี่ยวกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มนุษย์ต่างดาวให้การว่าจะเป็นผู้ทำลายโลก

ก่อนหน้านี้ได้ถามไปเรื่องการสูญพันธุ์ของมนุษย์และหนึ่งในนั้นก็มีปัจจัยเกี่ยวข้องว่า เด็กผู้ชายที่ถือกำเนิดขึ้นมานั้นมีส่วนที่จะทำให้มนุษย์สูญพันธุ์หรือทำให้มนุษย์ล้มตาย เจ้าหน้าที่ที่รู้อยากนั้นแล้วจึงถามต่อไปว่า แล้วในเวลานี้เด็กผู้ชายคนนั้นได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาหรือยัง

และคำตอบของมนุษย์ต่างดาวก็คือ เขาได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นบนโลกนี้เรียบร้อย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พยายามที่จะสอบถามว่า เด็กผู้ชายคนนั้นคือใคร ถ้าหากว่ารู้แล้วและทำการสังหารเด็กคนนั้นก่อนที่เขาจะโตขึ้น จะทำให้การสูญพันธุ์ของมนุษย์ให้ไปใช่หรือไม่

คำตอบของมนุษย์ต่างดาวก็คือ ไม่มีทางเป็นไปได้ที่คุณจะสามารถสังหารเด็กคนนั้นได้ เพราะอย่างไรแล้วมันจะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะสังหารเด็กคนนั้นได้ มนุษย์ก็สูญพันธุ์ด้วยปัจจัยอื่นอยู่เช่นเดิม จากสงคราม ภัยธรรมชาติ ขาดทรัพยากร ขาดอาหารและยา ถ้าหากจะถามว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นทราบได้อย่างไรว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้นคลิปชุดนี้ได้ทำการสอบถามมนุษย์ต่างดาวพวกเขาเดินทางมาจากไหน และสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวตอบก็คือ พวกเราคือพวกคุณ

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

มนุษย์กลายพันธุ์ในอนาคต

คาดว่าเรื่องมนุษย์กลายพันธุ์ที่หลายๆคนเคยเห็นในภาพยนตร์หรืออ่านนิยาย จะทำให้หลายคนปักใจเชื่อไปแล้วว่าบนโลกเรานั้นมีมนุษย์กลายพันธุ์หลบซ้อนอาศัยอยู่ แล้วแบบไหนล่ะที่เรียกว่ามนุษย์กลายพันธุ์ ตามจินตนาการของแต่ละคน รวมกับภาพจากละคร ภาพยนตร์

หรือภาพที่เกิดขึ้นจากคำบอกเล่าและนิยาย มักจะมีรูปลักษณะแปลกประหลายต่างออกไปจากมนุษย์ ที่ยังคงมีอวัยวะบางอย่างที่คล้ายกับมนุษย์ ทั้งที่เรียกว่า นางเงือก ที่ในตำนานเล่าว่าเป็นสัตว์ที่มีท่อนบนเป็นมนุษย์ และท่อนร่างเป็นหางปลา แต่แล้วเรื่องจริงเป็นอย่างไร

แล้วจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่จริงหรือก็ไม่มีใครทราบได้ และจากความเชื่อต่างๆนานานี้ จึงมีคนออกมาถกเถียงกันเรื่องที่ว่า ในอนาคตมนุษย์เราจะกลายพันธุ์ โครงสร้างภายในร่างกายจะคล้ายแบบเดิม แต่ที่ต่างออกไปนั้นอาจจะรูปร่าง ลักษณะนอก ที่มีเซลล์และยีนต์เปลี่ยนไป นักวิทยาศาสตร์และนักพันธุศาสตร์ ที่ศึกษาเรื่องโครงสร้างของมนุษย์โดยเฉพาะก็บอกว่า มันก็อาจจะมีสิทธิ์เป็นไปได้เช่นกัน

แต่ก็ไม่ถึงกับการข้ามสายพันธุ์เลยทีเดียว อย่างสุนัขกับมนุษย์ หรือ เสือกับมนุษย์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมนุษย์เราในปัจจุบันนี้ก็ถือว่าเป็นมนุษย์กลายพันธุ์นะ เพราะอะไร? นั้นเป็นเพราะว่าจากการพิสูจน์ต้นกำเนิดการเกิดของมนุษย์บนโลกใบนี้ ได้มีการค้นพบว่า มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์นั้นมีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างจากมนุษย์ยุคปัจจุบัน เดิมทีมนุษย์นั้นมีตาที่เป็นสีดำหรือน้ำตาลเท่านั้น

การที่มนุษย์ยุคปัจจุบันในบางพื้นที่ของโลกมีตาสีอื่นๆที่ไม่ใช่สีดำหรือน้ำตาล นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่กลายพันธุ์ของมนุษย์ เช่นเดียวกันกับสีผมมนุษย์ยุคก่อนๆจะมีผมสีดำเข้ม ไม่ก็สีน้ำตาลเข้ม การปรากฏว่ามนุษย์นั้นเริ่มมีผมสีขาวหรือผมสีทองโดยแต่กำเนิดนั้น ก็ถือว่าเป็นมนุษย์กลายพันธุ์เช่นเดียว สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าในอนาคตเรื่องมนุษย์กลายพันธุ์นั้นก็อาจจะเป็นไปได้ ซึ่งนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง

ทั้งสภาพแวดล้อม และ อาหารที่รับประทานเข้าไป และอีกหนึ่งอย่างถือว่าสำคัญที่อาจจะเป็นตัวช่วยทำให้มนุษย์กลายพันธุ์นั้นคือ ยา อย่างที่ทราบกันว่ายาแต่ละชนิดมีสรรพคุณที่แตกต่างกัน แน่นอนว่ามันต้องเอาไว้รักษาให้โครงสร้างภายในกลับมาใช้งานในปกติ

แต่นั้นก็เท่านั้นว่าโครง เซลล์ ระบบต่างๆภายในร่ากงกายได้รับสารชนิดนั้น ซึ่งมันปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่ทางกายภาพแล้วเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันจะมีปฏิกิริยาและถูกถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อไปอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์หรือนักพันธุกรรมเองก็ยังไม่สามารถให้ตอบได้เช่นกัน ซึ่งในอนาคตอาจจะมีนวัตกรรมที่พร้อมจะรับมือกับเรื่องก็เป็นได้

 

สนับสนุนโดย  entaplay pantip

หินโมไอเป็นหินมีชีวิตและขยับได้จริงหรือไม่?

เขาบอกว่าหินโมไอกว่า1พันชิ้นที่หมู่เกาะอีสเตอร์ได้มีความสูงอยู่ที่ประมาณ4-21เมตรและยังได้มีน้ำหนักมากถึง165ตัน ซึ่งถือว่ามันหนักมากๆแล้วคนสมัยก่อนเขาสามารถเคลื่อนย้ายหินโมไอเหล่านี้ได้อย่างไงและเขาสามารถแกะสลักยังไงให้ได้ปราณีตขนาดนี้

ซึ่งตรงนี้มันเลยทำให้ใครหลายๆคนได้เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ไหมที่โมไอไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยมนุษย์และมันอาจจะไม่ได้ถูกเคื่อนย้ายจากฝีมือของมนุษย์ก็เป็นได้และตรงนี้หลายๆคนเขายังได้สงสัยกันว่าจุดประสงค์ที่ได้สร้างโมไอขึ้นมานี้มันเป็นเพียงแค่การสร้างขึ้นมา

เพื่อรำลึกถึงผู้ที่ได้ร่วงลับไปแล้วเพียงแค่นั่นเองหรอแต่หลายๆคนเขาก็ไม่ได้เชื่อกันอย่างนั่นและหลายๆคนก็มีหลากหลายทฤษฎีเยอะแยะมากมายบางก็ว่าได้เป็นสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมาและเป็นอนุสรณ์สถานของผู้ที่ได้ร่วงลับไปแล้วบางก็ว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวได้สร้างขึ้น

มาและใช้ยานในการขนย้ายหินเหล่นี้หรือที่แปลกมากที่สุดเลยก็คือคนเฒ่าคนแก่ที่ได้อยู่บนเกาะอีสเตอร์เขายังได้บอกเอาไว้อีกว่า โมไอเป็นสิ่งมีชีวิตไม่ใช่หินหรือมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกแกะสลักขึ้นมาแต่อย่างใดบางทีถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นโมไอขยับด้วยตัวของมันเอง

ก็มีเช่นกัน ซึ่งข้อมูลตรงนี้ต้องขอบอกก่อนว่ามันไม่ใช้ข้อมูลที่มโนขึ้นมาแต่มันคือข้อมูลที่นักสำรวจท่านหนึ่งได้เข้าไปสัมภาษณ์ได้เข้าไปพูดคุยกับคนเฒ่าคนแก่ที่ได้อาศัยอยู่บนเกาะอีสเตอร์และเขาก็ได้รับรู้ข้อมูลตรงนี้มานั่นเอง ซึ่งข้อมูลในการอีสเตอร์ของคนเฒ่าคนแก่ที่อาศัยอยู่บนเกาะอีสเตอร์

ตรงนี้เขายังได้บอกเอาไว้อีกว่า หินโมไอเป็นหินมีชีวิตไม่ใช่หินโดยทั่วไปมันนึกจะเดินมันก็จะเดินของมันเองมันนึกจะไปไหนมันก็จะไปของมันเองโดยที่ไม่มีใครเข้าไปอยู่ตรงบริเวณนั่นหรือมีสัตว์ต่างๆเข้าไปพลักโมไอเลยและถ้าวันไหนคุณโชคดีคุณได้เห็นโมไอขยับนั่นก็แสดงว่าจะมีโชคดีเข้ามาหาคุณ

ซึ่งบทสัมภาษณ์ตรงนี้ก็มันก็ยิ่งทำให้เราสงสัยเข้าไปอีกว่าหินขนาดเกือบ200ตันมันจะขยับได้ด้วยตัวขอมันเองได้อย่างไงถ้าไม่ใช่มีคนกว่า100คนที่ช่วยกันดึงช่วยกันพลักให้หินที่มีน้ำหนักกว่า200ตันขยับหรือใช้แรงสัตว์ในการช่วยดึงมันจะมีการขยับได้อย่างไง

 

สนับสนุนโดย  entaplay link

รูปปั้นของSphinxที่เป็นวัตถุหายากมากที่สุด

วัตถุโบราณที่หายยากมากที่สุดที่ได้ขุดค้นพบในใต้ดินนักโบราณคดีและนักขุดค้นสมบัติต่างก็ได้ขุดค้นพบวัตถุสิ่งของที่หาได้ยากได้อย่างสุดเหลือเชื่อ ซึ่งวัตถุสิ่งของแต่ละชิ้นนั้นได้เปิดเผยข้อมูลเรื่องราวที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ในอดีตซึ่งในบางชิ้นก็จะมีอายุไม่ต่ำกว่า10ล้านปีหรือในบางชิ้นนั้นก็ยังคงได้เป็นปริศนาอยู่ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับวัตถุสิ่งของที่หายากมากที่สุดที่มันได้ถูกค้นพบในใต้ดิน

รูปปั้นSphinxของอียิปต์

เราเชื่อว่าใครต่อใครหลายๆคนก็คงจะเคยเห็นและคงจะรู้จักมหาSphinxแห่งกรีกซ่ากันมาบ้างแล้ว ซึ่งรูปปั้นหินปูนที่มันได้มีขนาดใหญ่ยักษ์นี้มันก็ได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่มีชีวิตในตำนานของอียิปต์ ซึ่งมันได้เป็นการผสมผสานกันในระหว่างความแข็งแกร่งของสิงโตและพลังอำนาจของกษัตริย์ได้นำเอามารวมเข้าเอาไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ในเดือนกันยายนในปี2018

ก็ได้มีนักโบราณคดีชาวอียิปต์ก็ได้ค้นพบกับวัตถุที่ต้องสงสัยที่มันได้สร้างความแปลกใจให้กับผู้คนที่ได้ค้นพบ ซึ่งวัตถุของชิ้นนี้มันได้ถูกค้นพบขึ้นในขณะที่กำลังเร่งระบายน้ำที่อยู่ใต้ดินออกจากวิหารคอมออมโบที่อยู่ในประเทศอียิปต์เรื่องนักโบราณคดีก็ได้พบเข้ากับประติมากรรมรูปปั้นที่อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างที่จะสมบูรณ์แบบ ซึ่งรูปปั้นSphinxตัวนี้มันได้ถูกสร้างขึ้นมาจากหินทรายรูปร่างลักษณะคล้ายๆกับไจแอ้นSphinxของกรีกซ่า

เพียงแต่ว่ามันทั้งคู่มันได้อยู่ห่างไกลในระยะทางของทั้งคู่เอามากๆรูปปั้นดังกล่าวมันได้มีความสูงประมาณ15นิ้วกว้าง11นิ้วถึงแม้ว่ามันจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่แต่ในการขุดเพื่อที่จะนำเอามันออกมานั้นเราจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากเพื่อที่เราจะได้รักษาสภาพของมันเอาไว้ให้ได้ดีมากที่สุด

นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังได้กล่าวเอาไวอีกว่ารูปปั้นชิ้นนี้นั้นมันได้มีอายุอยู่ในช่วงสมัยราชวงศ์Greco-Macedonian Ptolemaic Dynastyที่ได้อยู่ในช่วงปกครองอียิปต์ในสมัยช่วง305ถึง30ปีก่อนคริสตศักราชจากนั้นกระทรวงวัฒนาธรรมและโบราณสถานของอียิปต์ก็ได้สัญญาณว่าจะทำการศึกษารูปปั้นSphinxกันต่อไปเพื่อที่พวกเขานั้นจะต้องรู้ให้ได้ถึงวัตถุประสงค์ในการที่ได้สร้างรูปปั้นSphinxนี้ขึ้นมา

ซึ่งพวกเขานั้นจัดสร้างรูปปั้นเหล่านี้ขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่เพราะเนื่องจากว่าวิหารคอมออมโบแห่งนี้ได้้ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยพระเจ้าPTOLEMYVIที่6ซึ่งมันจึงจะเป็นไปได้ว่าที่รูปปั้นชิ้นนี้มันจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่ว่ามันจะได้เป็นของประดับเอาไว้ให้แก่ฟาโรห์และยังรวมไปถึงการบูชาเทพพระเจ้าอียิปต์

 

สนับสนุนโดย  next88

สิ่งที่ได้เชื่อกันว่ามันน่าจะเป็นยานอวกาศจากนอกโลก

ยานอวกาศของเอซีเคียล

ตามความเชื่อดั่งเดิมจากสิ่งที่ศาสดาเอซีเคียลเห็นนั้นคือนิมิตจากพระเจ้าแต่กลับมีทฤษฎีที่ออกมาหักล้างว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งนั้นมันคือยานอวกาศ ในปี1974 วิศวกรแห่งนาซา นามว่า โจเซฟ บลุมริช ก็ได้ทำสิ่งที่สนับสนุน ว่าเรื่องนี้ได้เป็นเรื่องจริงและด้วยการตีพิมพ์ของหนังสือที่มีชื่อว่า The Spaceships of  Ezekiel ซึ่งเอซีเคียลได้บรรยายเกี่ยวกับการพบเห็นในครั้งนั้นว่าได้เกิดก้อนเมฆขนาดใหญ่มหึมา ที่มีทั้งสายฟ้า

และแสงโชติช่วงและที่ใจกลางของแสงนั้นเหมือนกับเหล็กที่ส่องแสงสว่างอีกทั้งยังได้มีการปรากฎสิ่งมีชีวิต4ร่าง ซึ่งได้เป็นรูปร่างเหมือนมนุษย์ บลุมริช ก็ได้พยายามวิเคราะห์แปลความหมายจากคัมภีร์ไบเบิลและได้บวกกับประสบการณ์ทางด้านวิศวกรรมของเขาจึงได้ทำให้เขาสามารถวาดดภาพต่างดาวจากคำบรรยายของ เอซี เคียล ได้ออกมาได้อย่างละเอียดและน่าเชื่อถือ

ตำราวิมานะ

สำหรับตำนาวิมานะ ซึ่งได้เป็นตำราที่เกี่ยวกับการบินที่ได้ถูกเขียนขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต โดยบัณฑิต ชับบารายา ชาสตรี ในช่วงต้นศตวรรษที่20 ซึ่งเนื่อหาในตำรานั้น เขาได้อ้างว่าได้รับความสามารถมาจากนักปราชญ์ชาวฮินดูที่มีชื่อว่า บารัดวาจา ผู้ที่มีอายุกว่า10,000ปีด้วยการส่งสารผ่านจิตใจ ซึ่งภายในตำราได้มีเนื้อหาอธิบายเกี่ยวกับเส้นทางการบินที่เป็นชนิดของโลหะชนิด การผลิตโลหะ กระจก

วิธีการใช้ในสงครามและระบบกลไกที่รวมไปถึงภาพร่างของเครื่องบิน ดังภาภพนี้ ซึ่งได้เป็นเครื่องบินได้ โดยใช้หางกับปีกเช่นเดียวกันกับการบินของนกและมันจึงได้มีความเป็นไปได้ว่า ที่คำว่า “วิมาน” ตามเรื่องเล่าของชาวฮินดูนั้นมันอาจจะเป็นยานพาหนะที่สามารถบินได้แต่ทางวิศวกรการบินและอวกาศ ได้ให้ความเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมันจึงไม่สามารถที่จะบินได้ หากไม่มีพลังงานจากบางสิ่งที่คอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง

เอกสารต้นฉบับซีบีว

ในปี1961 ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งบูคาเรสต์ ในประเทศโรมาเนียก็ได้พบเอกสารโบราณฉบับหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ “เอกสารต้นฉบับซีบีว” ซึ่งได้เป็นเอกสารที่ได้เขียนขึ้นได้มือ เอกสารฉบับนี้มีทั้งหมด450หน้า โดยเขียนเสร็จสมบูรณ์ในปี 1570

ซึ่งมันได้ถูกซ่อนอยู่ภายในเมืองแห่งนี้ มานานหลายศตวรรษที่น่าตกใจคือเนื้อหาที่อยู่ภายในได้เขียนอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการออกแบบและเทคโนโลยี ที่ใช้ สำหรับการสร้างจรวดโดยสารโดยได้ใช้เชื้อเพลิงชนิดของแข็งซึ่งมันก็ได้มีลายละเอียดที่มันค่อนข้างที่จะซับซ้อนอีกทั้งยังมีการบันทึกผลสำเร็จในการปล่อยจรวดยักษ์ในปี 1555 โดยมีประจักษ์พยานคือชาวเมืองซีบิว กว่าพันชีวิต

 

ขอขอบคุณ  entaplay มือถือ  ที่ให้การสนับสนุน