ดินเปรี้ยว กับความสำคัญในการทำเกษตร

คงจะเป็นที่ทราบกันดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9ของเรานั้นทรงมีพระปรีชาสามารถเป็นอย่างมาก เพราะพระองค์นั้นทรงได้คิดค้นวิธีต่างๆ  ดินเปรี้ยว  เพื่อมาแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ภายในประเทศโดยเฉพาะเกี่ยวกับการเกษตร เพราะประเทศไทยของเรานั้นประชากรส่วนใหญ่

ทำการเกษตรเป็นอาชีพหลังในการเลี้ยงตนเองและครอบครัว และปัญหาใหญ่เลยก็คือ ปัญหาดินเปรี้ยว ที่ทำให้เกษตกรปลูกพืชไม่ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ 

แต่ไม่ว่าปัญหานั้นจะใหญ่หรือหนักหนาแค่ไหน  พระองค์ก็สามารถที่จะหาวิธีแก้ปัญหาให้กับพวกเราได้ จนได้มีโครงการหนึ่งเกิดขึ้นมานั่นก็คือโครงการแกล้งดิน  แต่ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับโครงการแกล้งดินเราไปทำความรู้จักกับดินเปรี้ยวกันก่อนดีกว่า ดินเปรี้ยวนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ

แต่สาเหตุหลักๆ ก็มาจากแร่ไพไรต์ ที่อยู่ในชั้นดินทำปฏิกิริยากับออกซิเจน และน้ำในดินทำให้เกิดเป็นเหล็ก และกรดกำมะถัน และกรดกำมะถันที่ว่านี้แหละที่ทำให้ดินของเรา เปรี้ยวเอามากๆ ซึ่งวิธีการแก้ไขนั้นก็มีอยู่หลากหลายวิธีเช่นเดียวกัน

แต่ว่าเราจะยกเป็นตัวอย่างโครงการตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชการที่9 ที่มีชื่อว่าโครงการแกล้งดินมาเป็นวิธีการแก่ไขปัญหาดินเปรี้ยว โครงการนี้มีการแก้ไขสามวิธีด้วยกัน  คือการปล่อยน้ำเข้าไปในพื้นที่เพื่อในน้ำชะล้างกรดในดิน แล้วขังน้ำไว้ให้แร่ไพไรต์ทำปฏิกิริยาจนเกิดดินเปรี้ยวสูงสุด 

  1. จากนั้นก็ปล่อยน้ำออกแล้วก็ปล่อยน้ำชุดใหม่เข้าไปแทนทำแบบนี้สลับกันไปเรื่อยๆ จนกว่าสภาพดินจะดีขึ้น วิธีที่สองการใส่ปูนขาวหรือพวกแคลเซียมคาร์บอเนตอื่นๆ  ลงคลุกกับหน้าดินเนื่องจากเจ้าตัวนี้มีสภาพเป็นเบส   สามารถปรับสภาพความเป็นกรดของดินได้ แล้ววิธีที่สามก็คือเอาวิธีแรกกับวิธีที่สอง  มารวมกันพร้อมกับควบคุมน้ำใต้ดินไปด้วย

และวิธีนี้ก็ให้ผลได้ดีที่สุดอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตามไม่ว่าจะอยาก  หรือง่ายแต่เราก็ควรจะทำอย่างสม่ำเสมอไม่ใช้ว่าพอดินหายเปรี้ยวแล้วสามารถปลูกพืชได้ตามปกติ  จะไม่มีการดูแลรักษาหน้าดินและสภาพดินให้มีความอุดสมบรูณ์พร้องที่จะปลูกพืชได้ตลอดเวลา  

เพราะถ้าดินกับมาเปรี้ยวหรือไม่สามารถปลูกพืชได้อีก เราก็ต้องกลับมาปรับปรุงดินใหม่เพื่อให้สามารถปลูกพืชได้อีกนั้น   ก็จะยังทำให้เราเสียเวลาเป็นอย่างมากเพราะแทนที่จะได้ปลุกพืชให้แต่กลับต้องมาเสียเวลาให้กับสิ่งเดิมๆ แบบนี้ก็คงจะไม่เป็นผลดีสักเท่าไหร่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามโครงต่างๆ ที่พระสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นั้นมีอีกมากมายหลายโครงการเพื่อให้เราได้ศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นและรู้จักแก้ไข

 

สนับสนุนโดย.    แทงหวยออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

บทเรียนจากการใจดีโอนไวต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

บทเรียนจากการใจดีโอนไวต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอาจเป็นสาเหตุทำให้คนอื่นถูกทารุณกรรมได้

          จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหนูน้อย 2 คนที่ชื่อว่าน้องอิ่มบุญและน้องอมยิ้มวัยเพียงแค่ 4 ขวบและ 3 ขวบที่ทั้งสองคนต้องถูกกระทำจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ด้วยการวางยาพิษทีละเล็กทีละน้อยเพื่อหวังเพียงเงินบริจาคจนในที่สุดก็ทำให้เด็กหญิงอมยิ้มเสียชีวิตจากการถูกวางยาพิษในครั้งนี้

โดยสาเหตุนั้นเพียงเพราะผู้เป็นแม่นั้นต้องการนำเงินบริจาคมาใช้จ่ายส่วนตัวซึ่งการที่เธอโพสต์คลิปลูกสาวทั้งสองคนอาเจียนออกมาเป็นเลือดทำให้หลายคนในโลกโซเชียลต่างพากันสงสารโอนเงินไปให้เธอช่วยให้เธอเอาลูกไปรักษาให้หายแต่กลับกลายเป็นว่าความหวังดีของโลกโซเชียลนั้นทำให้เด็กน้อยทั้งสองคนต้องได้รับความทนทุกข์ทรมาน

           จากเรื่องนี้ใบคนเริ่มมองถึงเรื่องของการรับบริจาคผ่านทางโลกโซเชียลว่าอาจจะเป็นดาบสองคมก็เป็นได้บางคนรับบริจาคเพราะได้รับความเดือดร้อนจริงๆแต่บางคนกลับเห็นความใจดีของคนในโลกออนไลน์สร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อขอรับเงินบริจาคอย่างกรณีของเด็กหญิงน้องอมยิ้มและน้องอิ่มบุญนั้นเกิดขึ้นมาจากหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเธอเองไม่เคยมีลูกมาก่อนแต่ก็ได้ไปขอเด็กคนอื่นมาเลี้ยงเป็นลูกและทำทีว่าตนเองนั้น

เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องหาเลี้ยงลูกคนเดียวทั้งสองคนรวมถึงการทำให้เด็กทั้งสองคนนั้นป่วยด้วยการให้เด็กค่อยๆกินยาพิษเข้าไปทุกวันแล้วอ้างกับคนในโลกออนไลน์ว่าเด็กทั้ง 2 คนไม่สบายและไม่สามารถหาสาเหตุอาการป่วยได้เส้นทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลก็แล้วแต่อาการก็ไม่ดีขึ้นจึงได้มีการโพสต์คลิปออกมาในโลกโซเชียลพร้อมทั้งขอรับเงินบริจาคในการที่จะพาน้องไปรักษา

ซึ่งหลายคนพอได้เห็นก็เกิดความรู้สึกสงสารและอยากให้เด็กทั้งสองคนหายดีต่างก็พากันโอนเงินไปให้หญิงสาวคนดังกล่าวโดยไม่รู้เลยว่าเงินที่พวกเขาโอนไปนั้นยิ่งโอนเข้าไปมากเท่าไหร่หนูน้อยทั้งสองคนนั้นก็ยิ่งทรมานมากขึ้นเท่านั้นในที่สุดเด็กคนนึงก็ทนไม่ไหวเสียชีวิตไปก่อน

และเมื่อหนูน้อยคนที่ 2 กำลังจะตามอีกคนหนึ่งไปจึงทำให้โลกโซเชียลเริ่มรู้แล้วว่าแม่ของหนูน้อยทั้งสองคนนั้นจริงๆแล้วไม่ใช่แม่ที่แท้จริงและยังเป็นคนวางแผนที่จะทำร้ายเด็กทั้งสองคนอีกด้วยเพราะแค่หวังเงินบริจาคเรื่องราวของการเปิดรับของบริจาคเงินแล้ว ต้องการให้คนในโซเชียลก็ไปช่วยเหลือนั้นไม่ใช่แกนี้แค่แรกยังมีอีกหลายเคสด้วยกันที่คนเปิดรับขอบริจาคและเมื่อมีการโอนเงินให้บุคคลเหล่านั้นก็มีเงินทองตั้งตัวรวยเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้นอย่างเช่นคนขับรถแท็กซี่ที่อ้างมีเงินติดตัวแค่ 200 บาท

เพียงแค่คืนเดียวมีคนบริจาคเงินให้กับคุณลุงแท็กซี่มากถึง 8 ล้านบาทกลายเป็นคนรวยในพริบตาทันทีและเมื่อตรวจสอบไปลงขับรถแท็กซี่ก็ไม่ได้ยากจนมากและไม่ใช่ว่าไม่มีคนดูแลอย่างที่เคยกล่าวอ้างนี่คือข้อเสียของคนในโลกออนไลน์ที่เมื่อเห็นอะไรก็จะรู้สึกสงสารและไม่ได้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน

ทำให้มีการโอนเงินเข้าไปช่วยเหลืออย่างรวดเร็วซึ่งต่อไปนี้ควรจะมีการพิจารณาให้รอบคอบหากใครที่ออกมาขอเรี่ยรายผ่านทาง facebook ควรจะต้องมีการให้รัฐบาลตรวจสอบเสร็จก่อนด้วยการติดต่อไปที่ 1300 เพื่อที่จะได้มีการใช้ข้อมูลให้แน่นอนก่อนที่จะมีการโอนเงินช่วยเหลือจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำสองเหมือนกรณีของน้องอิ่มบุญและน้องอมยิ้มขึ้นอีก

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame77

สาวใหญ่ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมเสียชีวิตกลางทุ่งนา

สาวใหญ่ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมเสียชีวิตกลางทุ่งนาสอบถามสามีผู้ตายบอกว่ามีคนมาย่องมาทำร้าย 3 คน

           ช่วงประมาณดึกของคืนวันที่ 22 เดือนพฤษภาคมปีพศ. 2563 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดสระแก้วได้รับแจ้งเหตุช่วงเวลาประมาณ 22.50 นว่ามีผู้พบศพหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเสียชีวิตอยู่กลางทุ่งนาและเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงก็พบว่ามีชาวบ้านยืนมุงดูศพพร้อมทั้งมีสามีของผู้เสียชีวิตกำลังนั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่สำหรับผู้ที่แจ้งเหตุนั้นเป็นนายสัมฤทธิ์ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยกำนันด้วยในสำเร็จนั้น

ให้ข้อมูลทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าผู้เสียชีวิตนั้นชื่อว่านางอัมพรส่วนสามีของนางอัมพรที่กำลังประสบนั่งร้องไห้อยู่นั้นชื่อว่านายสมนึกโดยทั้งคู่เป็นสามีภรรยากันโดยนายสัมฤทธิ์บอกว่าตอนที่นายสัมฤทธิ์เดินทางมาถึงบริเวณทุ่งนานั้นเห็นว่านายสัมฤทธิ์กำลังนั่งกอดร่างผู้เสียชีวิตอยู่และร้องไห้ฟูมฟาย

เมื่อสอบถามไปว่าใครเป็นคนทำนายสัมฤทธิ์ก็บอกว่ามีคนร้ายบุกเข้ามา 3 คนแล้วทากันลมตรีนางอัมพรจนถึงแก่ความตายซึ่งระหว่างที่มีการพูดคุยกันนั้นนายสมนึกอยู่ในอาการของคนมึนเมาทำให้นายสัมฤทธิ์นั้นไม่เชื่อการพูดให้ปากคำของนายสมนึกเท่าไหร่จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยชาวบ้านและผู้ช่วยกำนันให้ข้อมูลกับทางตำรวจว่าสามีภรรยาคู่นี้มักจะทะเลาะกันเป็นประจำทุกวัน

เนื่องจากว่าฝ่ายชายนั้นชอบหึงหวงฝ่ายหญิงซึ่งปกติแล้วก็จะมีการทำร้ายฝ่ายหญิงอยู่เรื่อยๆโดยเมื่อไหร่วันก่อนนั้นน้องสาวของนางอัมพรยังเคยมาบอกให้นายสัมฤทธิ์ฟังเลยว่านายสัมฤทธิ์กับนางอัมพรนั้นทะเลาะกันอีกแล้วและครั้งนี้ได้มีการนำยาฆ่าหญ้ากรอกใส่ปากนางอัมพรเพราะว่าจะให้พรไปด้วยแต่โชคยังดีที่ส่งโรงพยาบาลได้ทันซึ่งนางอัมพรเองก็เพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่กี่วันนี้เอง

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการสอบสวนนายสมนึกเขาก็ให้การรบกวนพูดจาไม่รู้เรื่องเพราะอยู่ในอาการเมาบอกแต่เพียงว่ามีคนร้าย 3 คนซึ่งเขาไม่เห็นหน้าวิ่งเข้ามาแล้วก็พากันรุมทำร้ายนางอัมพรด้วยการใช้ไม้ตีหลังจากนั้นก็วิ่งหนีไปจากการดูศพเบื้องต้นพบว่าร่างกายของนางอัมพรนั้นถูกตีด้วยของแข็งโดยมีแผลทั้งที่หน้าผากที่หัวกระโหลกยางแตกมือขวาฉีกขาดและช้ำบวมแขนยังมีแผลข้างหลังอีกหลายแผล

ซึ่งบริเวณที่พบศพนั้นสภาพศพของนางอัมพรใส่แต่เสื้อและกางเกงในและยังมีอาวุธที่น่าจะเป็นอาวุธที่ก่อเหตุนางอัมพรซึ่งเป็นท่อนไม้ไผ่ที่มีความยาวอยู่ที่ 2 ฟุตตกอยู่ข้างศพและมีเลือดเต็มไปหมดและข้างๆกันนั้นก็ยังมีถุงถ่านที่มีการเผาเสร็จเรียบร้อยแล้ววางอยู่โดยนางอัมพรและนายสมนึกนั้น

มีอาชีพเผาถ่านซึ่งปกติแล้วจะมีอาชีพทำนาเนื่องจากตอนนี้ แล้งไม่มีน้ำทำให้ทั้งคู่ต้องมายึดอาชีพเผาถ่านแทนอย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำตัวนายสมนึกไปสถานีตำรวจก็รอให้สร่างเมาแล้วจะทำการสอบปากคำต่อไป

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8