เบนจามินไม่ได้ทำการทดลองแต่กระแสไฟอย่างเดียว

มนุษย์นั้นไม่ได้มีวิวัฒนาการมาจากลิงโดยตรง

ทุกๆคนนั้นก็อาจจะเคยได้ยินพ่อแม่ได้เล่าว่าพวกเรานั้นได้มาจากไหน โดยเหล่านักวิทยาศาสตร์ในช่วงยุคแรกๆนั้นพวกเขาก็ยังปวดหัวกับเรื่องแบบนี้อยู่เหมือนกันและเมื่อได้เรียนชีวะวิทยาก็อาจจะคุ้นน่าคุ้นตากับรูปภาพวิวัฒนาการของมนุษย์ซึ่งรูปภาพที่ได้เรียนและได้จดจำนั้นมันได้เป็นเรื่องที่ได้มีการเข้าใจผิดกันมาโดยตลอดว่ามนุษย์นั้นได้มีวิวัฒนาการมาจากลิงพอระยะเวลาได้ผ่านพ้นไปหางก็หดหลังตรงและเดินสองขาจนในกระทั่งได้กลายมาเป็นคนอย่างในปัจจุบัน

แต่เนื่องด้วยการศึกษาและด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆจึงได้ทำให้นักประวัติศาสตร์ในรุ่นหลังๆก็ได้พบว่าจริงๆแล้วมนุษย์คนเราไม่มีวิวัฒนาการขึ้นมาจากพวกมันโดยตรงแต่แค่ได้มีบรรพบุรุษรวมกันเท่านั้นจากสเปเชียลที่แต่ละเชื้อชาติก็ได้มีความแตกต่างกันรวมไปถึงวิถีของคนในแต่ละยุคนั้นที่มันได้มีการปรับตัวไปตามยุคสมัยจากนั้นมันก็เลยทำให้มนุษย์คนเรานั้นได้มีความแตกต่างไปจากลิงมากขึ้นเรื่อยๆและได้กลายมาเป็นมนุษย์เต็มตัวอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นเราควรจะทำความเข้าใจใหม่ว่ามนุษย์อย่างพวกเรานั้นไม่เคยเป็นลิงมาก่อน

เบนจามิน แฟรงคลิน ไม่ได้ค้นพบกระแสงไฟฟ้าจากว่าวอย่างเดียว

การที่จะเรียนวิชาวิทยาศาสตร์

ในห้องเรียนเราก็มักจะจดจำกันมาตลอดเลยว่าเบนจามินนั้นได้ค้นพบกระแสงไฟฟ้าจากการเล่นว่าวเฉยๆ ซึ่งหากเอาจริงๆมันก็ไม่ใช่ข้อมูลที่มันถูกต้องไปทั้งหมดเลยทีเดี่ยว ซึ่งเขานั้นได้เป็นคนแรกที่ได้ศึกษาอานุภาพที่มีประจุโดยจะเชื่อกันว่าฟ้าที่ผ่าลงมากับไฟฟ้านั้นมันได้เป็นสิ่งเดี่ยวกันและมันก็อาจจะทำให้ได้ประโยชน์อย่างมากมาย ซึ่งแน่นอนแล้วว่าเราจะเชื่ออย่างเดียวนั้นมันก็อาจจะไม่พอจากนั้น

เขาก้ได้ทำการทดลองเพื่อในการพิสูจน์อีกด้วย ซึ่งเขาก็ได้ผลิตทำว่าวขึ้นมาและได้ผูกกุจแจเอาไว้ในขวดที่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบรรจุกระแสไฟฟ้า ถ้าหากได้ดูไปดูมามันก็ดูเหมือนกับสายล่อฟ้าที่เรานั้นได้ใช้กันมาในทุกๆวันนี้เมื่อได้มีฟ้าผ่าลงมาก็มีกระแสไฟฟ้าวิ่งลงมาผ่านกุจแจและมันก็ได้ไหลลงมาที่ตัวอย่างงั้น

แต่ถึงอย่างไรเขานั้นก็ยังสามารถที่หลบได้ทันก็เลยทำให้ตัวของเขานั้นได้ลอดจากฟ้าผ่าได้อย่างปลอดภัยแต่สำหรับในการทดลองที่ว่านั้นน้องๆหนูๆไม่ควรทำเองโดยภาระการเพราะหากที่กระแสไฟฟ้านั้นได้วิ่งผ่านลงมาในเชือกที่มันได้ลอยตัวอยู่มันอาจจะทำให้เรานั้นเจ็บตัวก็ได้ปล่อยการทดลองเหล่านี้ให้เขาเป็นต้นแบบและเราคอยทำการศึกษาทฤษฎีที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ก็พอแล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทางเข้า bk8

ตำนานของประตูแห่งดวงอาทิตย์

The Gate of the Sun

สำหรับThe Gate of the Sun ซึ่งก็ได้ถูกค้นพบโดยนักสำรวจในช่วงของกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งก็ได้ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกโบลิเวีย นอกจากนี้ซุ้มประตูนี้ก็ยังได้เป็นหินที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมันก็ได้มีเพียงแค่ก้อนเดียวที่มันได้ถูกแกะสลักออกมาในรูปแบบของซุ้มประตูนอกจากนี้ยังได้มีความสูงประมาณ9.8ฟุต

และยังมีความกว้างประมาณ13ฟุต ซึ่งน้ำหนักของซุ้มประตูนี้มันได้มีน้ำหนักที่มากกว่า10ตัน ซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยวัฒนธรรมTiwanaku นอกจากนี้ก็ยังได้เริ่มมีการแตกหน่อและได้มีการตั้งถิ่นฐานที่มีขนาดเล็ก โดยต่อมาก็ได้พัฒนามาเป็นเมืองใหญ่ซึ่งอาจจะอยู่ในช่วงศตวรรษที่5-9

ซึ่งนักโบราณคดีก็ยังได้กล่าวอีกว่า ซึ่งในสนามที่แสดงให้ได้เห็นถึงโครงสร้างที่ดูซับซ้อนที่มันจะบรรลุวัตถุประสงค์ของทางด้านศาสนาแต่มันก็ยังหาโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดีเพื่อความสะดวกในชีวิตประจำวันเช่นระบบระบายน้ำใต้ดิน ที่ประตูแห่งดวงอาทิตย์

ซึ่งมันได้เป็นอีกหนึ่งของซากที่มีชื่อเสียงมากที่สุดที่ได้ถูกทิ้งเอาไวโดยTiwanaku  ซึ่งมันได้เป็นการเมืองก่อนยุคโคลัมเบียที่ได้ตั้งอยู่ในเมืองTiwanakuทางด้านตะวันตกของประเทศโบลิเวีย นอกจากนี้โครงสร้างมันอาจจะย้อนกลับไปถึงในช่วงเวลาต่างๆอีกทั้งก็ยังได้มีซึ่งที่มันทำให้น่าสนใจมากที่สุดก็คือ ปิรามิดแห่งAkapana นอกจากนี้ในครั้งหนึ่งก็ยังคงได้รวมเจ็ดแพลตฟอร์มไว้ในโครงสร้างอีกทั้งยังได้มีระดับความสูงเกือบ60ฟุต

แต่ สำหรับในปัจจุบันนี้ก็คงจะเหลือแค่เพียงซากที่มันปรักหักพังให้เห็นเท่านั้น ที่มันได้ใกล้กับพีระมิดAkapana ซึ่งมันได้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ได้มีการค้นพบของTiwanakuนอกจากนี้ก็ได้มีนักสำรวจชาวยุโรปในช่วงศตวรรษที่19 ซึ่งก็ได้มีเหล่านักโบราณคดีที่ดูท่าทีตื่นตาและยังได้มีผู้ที่ใส่ใจในการเรียนรู้วัฒนธรรมโบราณและประตูแห่งดวงอาทิตย์ที่ได้ถูกค้นพบใหม่โดยเหล่านักสำรวจชาวยุโรปในช่วงกลางศตวรรที่19

ซึ่งมัยนก็ได้ถูกเรียกว่าKalasasaya ซึ่งได้เป็นวิหารที่ได้เปิดกว้างขาวงนอกจากนี้ในครั้งหนึ่งมันอาจจะเคยถูกใช้ให้เป็นหอดูดาว ที่มันสามารถเข้าถึงได้โดยขึ้นบันไดเจ็ดขั้นที่วางเอาไว้อยู่ที่ด้านตะวันออกและยังได้ล้อมรอบไปด้วยโครงสร้างหินและเสาหินอีกหลายแห่งและยังได้รวมไปถึงประตูของดวงอาทิตย์ ที่มันอาจจะเป็นเศษซากที่มันได้มีความสำคัญอย่างมากที่สุดของศิละTiwanakuโบราณอีกด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ประตูแห่งดวงอาทิตย์ก็ได้ถูกแกะสลักจากหินที่มีก้อนขนากใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีความสูงเพียงเก้าฟุตและกว้างประมาณ12.5ฟุตนอกจากนี้ยังได้มีจุดเด่นที่ได้มีลักษณะที่เป็นเศษเล็กเศษน้อยโบราณที่ได้พรรณนารูปปั้นนูนของเทพที่ดูเหมือนว่าจะได้รับการประดับด้วยชุดแต่งกายที่ดูน่าสนใจและยังมีรังสีที่เปล่งออกมาจากใบหน้าทุกทิศทางของเทพที่ได้ถือไม้เท้าเอาไว้ในมือทั้งสองข้างอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  next88 mobile

สิ่งที่สามารถทำร้ายประชากรได้มากที่สุด

ถ้ำแห่งความมืด

สำหรับทางทิศใต้ของประเทศโรมาเนียม เนื่องจากได้มีถ้ำที่ได้มีอายุที่เก่าแก่อยู่สถานที่หนึ่ง ที่ภายในถ้ำนั้นได้ถูกปิดตายจากแสงแดดยาวนานมากกว่า5ล้าน 5แสนปี มันจึงได้ทำให้ภายในของถ้ำในสถานที่แห่งนี้ได้ถูกปนเปื้อนจากสารกำมะถันอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ภายในถ้ำที่ได้ถูกสารกำมะถันเข้าไปแล้วจากนั้นมันจะมีความอัตรายกว่าสารคาร์บอนไดออกไซด์ถึง100เท่า ทั้งนี้ภายในของถ้ำและอากาศนั้น ซึ่งมันก็ได้มีกำมะถันอยู่ด้วยกันหมดทั้งนั้นและมันจะส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรงเหมือนกันว่ามีอะไรตายอยู่ภายในถ้ำซักอย่าง

ทั้งนี้ภายในถ้ำนั้นมันก็ยังได้มีสิ่งที่ทำให้น่าอัศจรรย์ใจอยู่ไม่น้อยและนั้นมันก็คือในส่วนของระบบนิเวทภายในถ้ำนั้นทางด้านเหล่านั้นวิทยาศาสตร์ต่างก็ได้พบว่ามันยังได้มีสัตว์ที่แปลกๆและมีสัตว์หลายสายพันธุ์ใหม่ที่ได้อาศัยอยู่ภายในถ้ำถึง33สายพันธุ์ ซึ่งมันก็ไม่เคยเห็นมีอยู่ที่ไหนมาเลยและถ้าหากว่ามันจะมีไดโนเสาร์อยู่ในนี้มันก็อาจจะเป็นได้

ทะเลสาบคาราเชย์

เมื่อประมาณในปี1951 ทางด้านของสหภาพโซเวียตนั้นได้มีการเข้ามาใช้ด้านทะเลสาบแห่งนี้เพื่อนำเอากากนิวเคลียร์มาทิ้งยังสถานที่แห่งนี้ เมื่อระยะเวลาผ่านมาถึงในปี1953 เมื่อทางด้านสหภาพโซเวียตนั้นได้ทำการสร้างโรงงานที่จัดเก็บกากนิวเคลียร์จนแล้วเสร็จ จากนั้นก็เลยหยุดทำการทิ้งชิ้นส่วนของกกากนิวเคลียร์ลงมายังทะเลสาบ  แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังได้นำเอากากนิวเคลียร์เหล่านั้นได้นำเอามาทิ้งกันอย่างไม่ขาดสาย

ในพื้นที่น้ำตื้นในส่วนของทะสาบมันจึงได้ทำให้สภาพในปัจจุบันมวลน้ำที่ได้อยุ่ในทะเลสาบของคาราเชย์นั้น ซึ่งกลับมีรังสีเป็นอย่างมากและมันสามารถที่จะทำการตายเหล่าพันธุ์มนุษย์ให้จบสิ้นลงได้ภายใน1ชั่วโมงและหากคุณลองเข้าไปยืนต่อที่บริเวณแห่งนั้นในระยะเวลาเพียงแค่1ชั่วโมง

คุณก็จะหมดรมณ์หายใจในทันที นอกจากนี้ภายในปี1968 บริเวณในพื้นดังกล่าวนั้น ได้เกิดสภาวะภัยแร้งจากนั้นด้านฝุ่นและกากของนิวเคลียนที่มันได้กองกันอยู่ที่บริเวณด้านบนชายฝั่งจากนั้น เมื่อมีลมแรงมันก็ได้ลอยขึ้นสู่เหนือบรรยากาศมันจึงทำให้ประชากรที่ได้อาศัยอยู่ได้ถูกผลกระทบจากกากนิวเคลียร์เป็นจำนวนกว่าครึ่งล้าน

นอกจากนี้คนที่มีบ้านเรือนอยู่ในที่แห่งนั้นจำนวนกว่า7,000คนก็ต้องขนข้าวของนี้ออกมา นอกจากนี้ในปีประมาณ1978ก็ได้มีการนำเอากองปูนที่มีขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งหมื่นชิ้นก็ได้นำเอาไปปิดก้นตรงส่วนที่มีกากของนิวเคลียร์ที่ได้มีการยกตัวขึ้นมาสูงขึ้น เพื่อเป็นการหยุดยั้งไม่ทำให้สารพิษออกมารั่วไหลได้อีก

 

สนับสนุนโดย  next88 ฟรี เครดิต

จะเป็นอย่างไรหากดำน้ำลงไปใต้ทะเลที่มีระดับความลึกมาก

หลายคนก็คงอยากจะรู้เหมือนกันใช่หรือไม่ว่าที่ใต้ท้องทะเลนั้นมันจะมีสัตว์ที่แปลกประหลาดอะไรบ้างที่อยู่ในระดับน้ำทะเลที่มีความลึกขนาดนั้นและมันจะมีอะไรบ้างที่อยู่ใต้ท้องทะเลในระดับน้ำที่มีความลึกขนาดนี้วันนี้เราจะพาคุณมาพบกับระดับน้ำที่มีความลึกและมันจะมีอะไรบ้างมาชมกัน

ในระดับน้ำท้องทะเลที่มีความลึกประมาณ3,800เมตรที่มีความลึกลงไปจากบนผิวน้ำทะเลคุณก็จะพบกับซากเรือของเรือไททานิคจากนั้นหากลองดำน้ำลงไปที่มันได้มีระดับน้ำความลึกประมาณ4,000เมตร

จากนั้นคุณก็จะได้เข้าสู่เขตก้นมหาสมุทรหรือที่เรียกได้ว่าคือThe Abyssal Zone ซึ่งถ้าหากว่าได้ลงดำน้ำไปอยู่ที่ระดับน้ำที่มันได้มีความลึกขนาดนี้มันจะมีค่าของแรงดันน้ำอยู่ที่ประมาณ11,000ปอนด์ต่อตารางนิ้วและอย่างไรก็ตาม ในใต้ท้องทะเลแห่งนี้มันก็ยังได้มีสัตว์ที่ดูแปลกประหลาดอีกมากมายที่เรานั้น

ไม่เคยเห็นหรือไม่ค่อนมีให้เห็นที่ไหนมาก่อนยกตัวอย่างเช่นปลาที่แปลกประหลาดที่เรานั้นไม่เคยเห็น เช่นปลาแฟรงทูด ปลาตกเบ็ด ปลาไวเปอร์

ซึ่งมันได้เป็นปลาที่หาดูได้ยากมากเพราะมันจะอยู่ที่ระดับน้ำที่มีความลึกอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ลองดำน้ำลึกลงไปอีกประมาณ4,267เมตร และในระดับน้ำขนาดนี้มันเป็นความลึกของใต้น้ำของมหาสมุทรที่คนส่วนใหญ่แล้วมักจะคิดเอาเองว่ามันน่าจะมาถึงที่ก้นของมหาสมุทรกันแล้วแต่ถึงอย่างไรก็ตามอย่าพึ่งหยุดคิดเพราะว่ามันยังมีส่วนที่มีระดับความลึกลงไปข้างใต้มหาสมุทรอีกซึ่งได้เป็นระดับความลึกประมาณ4,791เมตร

เราก็จะพบกับซากเรือรบต่างๆที่ได้เป็นเรือที่เอาไว้ใช้ทำการรบกันในช่วงสมัยของสงครามโลกครั้งที่สองแต่อย่างไรก็ตามเราได้ลงลึกลงไปอีกประมาณ6,000เมตร ซึ่งมันจะได้เป็นจุดเริ่มต้นของThe Hadal Zone จากนั้นหากจะพูดถึงในระดับน้ำที่ได้มีความลึกขนาดนี้

ว่ามันจะมีแรงดันน้ำอยู่ที่ประมาณเท่าไร ซึ่งต้องบอกเลยว่ามันจะมีแรงดันน้ำมากถึงประมาณ1,100เท่า เมื่อคุณนั้นได้อยู่ข้างบนเหนือผิวน้ำ หากจะเปรียบเทียบตัวของช้างที่ได้ยืนอยู่บนสเตมไปรษณีย์หรืออาจจะเปรียบเทียบกับคนแบกเครื่องบิน747จำนวน50ลำเองทีเดียว

นอกจากนี้ในระดับน้ำที่มีความลึกขนาดนี้ตัวของคุณนั้นจะถูกบดและขยี้ตัวคุณนั้นได้เป็นผงในทันทีหากแม้ว่าตัวของคุณนั้นไม่ได้มีเครื่องที่จะช่วยทำการป้องกันอันตรายใดๆแต่ถึงอย่างไรมันก็ยังคงมีสิ่งที่มีชีวิตอยู่ได้

 

สนับสนุนโดย  9luck thailand

การเป่าแก้วแนววิทยาศาสตร์

แก้วที่เรารู้จักเป็นอย่างดี สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆได้มากมาย ซึ่งแก้วที่เรารู้จักมีคุณสมบัติเป็นการโปร่งแสง และยังมีความทนทานต่อสารเคมีต่างๆอีกด้วย นอกจากนั้นแก้วยังมีความแข็งแกร่งไม่แพ้วัสดุอื่นๆที่เรารู้จักเลยแหละ แก้วมีรูปร่างแปลกแตกต่างกันไป เนื่องจากแก้วถูกออกแบบด้วยการนำศิลปะมาใช้ผสมผสานกับวิทยาศาสตร์ จึงออกมาเป็นรูปแบบแก้วที่เราพบเจอตามสถานที่ต่างๆ 

การเป่าแก้วที่เราจะพูดถึงในบทความนี้เป็นการคิดค้นจากคนชาวซีเรีย 

ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเหตุต่างๆเป็นการที่เขาได้นำหินโทรนา(Trona) มาใช้ในการก่อเตาที่บริเวณที่ชายหาดแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาได้ค้นพบว่าโทนาและทรายได้ถูกหลอมเข้าด้วยกัน แต่หลังจากที่ไฟได้ดับลงและสิ่งเหล่านั้นได้เย็นตัวลงจึงเห็นเป็นแก้วที่ใส 

การเป่าแก้วมีด้วยกันอยู่ 2 แบบ นั้นก็คือ การเป่าแบบวิทยาศาสตร์ การเป่าแบบศิลปะเพื่อความสวยงาม

ทั้ง 2 แบบนี้มันมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ซึ่งก่อนหน้านี้หรือสมัยก่อนนั้นการเป่าแก้วจะเป็นการเป่าด้วยการใช้ตะเกียงซึ่งจะคล้ายปัจจุบันแหละ ซึ่งวิธีการเป่านั้นสามารถทำได้ด้วยการเป่าทางด้านใดทางด้านหนึ่งของท่อโลหะกลวง (Blowing pipe) ซึ่งจะมีปลายของทางด้านหนึ่งนั้นเป็นหลอดแก้ว และพวกมันจะทำการหลอมรวมกันจับตัวเป็นก้อน เนื่องจากการเป่าแก้วประเภทนี้จะเป็นการเป่าที่สามารถสร้างรูปทรงและรูปแบบหรือขนาดได้ตามต้องการ แต่จะกระทำได้ก็ในขณะที่แก้วเหล่านั้นยังมีความร้อนอยู่นั้นเอง สำหรับการเป่าแก้วในวิธีนี้จะเป็นการใช้เวลาที่ค่อนข้างนานพอสมควร ซึ่งจะรวมไปถึงอาจขะต้องมีเตาหลอมในการทำด้วยซ้ำ และอาจจะต้องใช้จำนวนคนในการทำการเป่าแก้วในลักษณะแบบนี้

การเป่าแก้วแบบใช้ตะเกียงในการเป่าแก้ว ซึ่งวิธีในการทำนั้นจะเป็นการทำที่เร็วกว่าวิธีอื่นๆนอกจากจะเร็วกว่ายังง่ายกว่าอีกด้วยนะและไม่จำเป็นที่จะต้องใช้จำนวนคนในการทำอีกด้วยนะเพราะเป็นการกระทำได้ด้วยบุคคลคนเดียว 

สำหรับวิธีนี้จะเป็นการใช้ตะเกียงในการเป่าแก้วทำให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างตามจินตนาการหรือที่เรียกว่าศิลปะนั้นเอง

เนื่องจากตะเกียงเป่าแก้วจะถูกแบ่งให้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ แบบตั้งโต๊ะ และเป็นแบบมือถือ โดยกระทำการผ่านกรรมวิธีด้วยการส่งท่อเชื้อเพลิงเป็นการผ่านผลังงานจากแก๊สของเชื้อเพลิงในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ ก๊าซบิวเทน หรือ ก๊าซหุงต้ม และ ก๊าซไฮโดรเจน เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการแยกท่อของก๊าซออกซิเจนรวมกันแล้วไปผสมที่หัวเตา ดังนั้นหากมีการจุดไฟจะมีความร้อนขึ้นสูงมากกว่า 1,000 องศาเซลเซียส 

ผลกระทบจากฝีมือของมนุษย์โลก

ผลกระทบจากฝีมือของมนุษย์โลกที่อาจทำให้ประชาชนมีความเสี่ยง

วิกฤติหมอกควัน

วิกฤติพิษทางอากาศPM2.5หมอกควันปกคลุมท้องฟ้าเหนือเมืองใหญ่ก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่จะไกล้ตัวสำหรับเราอีกต่อไปและหมอกควันเหล่านี้มันคือมนพิษจากทางอากาศที่ได้มีการมองเห็นได้ง่ายมากที่สุดและในความเป็นจริงแล้วมนพิษทางด้านอากาศนั้นมีทั้งที่มองเห็นได้และไม่สามารถมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าPM2.5มันคือฝุ่นที่ได้มีขนาดที่เล็กกว่า2.5ไมครอน

และนั่นก็หมายความว่ามันได้เป็นฝุ่นที่มีขนาดที่เล็กมากมากจนสามารถผ่านระบบกรองในส่วนร่างกายของเราเข้าไปได้อย่างง่ายดายฝุ่นที่ได้มีขนาดเล็กเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเม็ดเลือดด้วยซ้ำและเนื่องจากฝุ่นประเภคนี้ได้เกิดจากแหล่งกำเนิดเฉพาะนั่นก็คือการเผาไหม้ที่ได้เกิดกิจกรรมของมนุษย์

และการรวมกันของก๊าซและมนภาวะอื่นในชั้นบรรยากาศถึงแม้ว่าในปัจจุบันในหลายๆเมืองใหญ่ได้ตระหนักถึงภัยอันตรายที่มองไม่เห็นนี่กันบ้างแล้วแต่สำหรับประเทศที่กำลังจะได้พัฒนาซึ่งก็ยังไม่ได้มีระบบที่บริหารและจัดการคุณภาพอากาศที่ดีเพียงพอและประชาชนที่ได้อาศัยอยู่ตามเมืองใหญ่เหล่านั้น

ย่อยเลี่ยงต่อการเจ็บป่วยซึ่งหากไม่สามารถควบคลุมลดปริมาณของฝุ่นได้เป็นเวลานานมันก็อาจจะก่อทำให้เกิดภัยร้ายที่อันตรายต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์จากการเจ็บป่วยในระบบทางเดินหายใจปอดจะต้องได้รับผลกระทบอย่างเต็มๆมันจึงอาจจะทำให้เกิดด้านโรคหอบหืดโรคซีโอพีดีและส่วนของมะเร็งปอดได้อีกทั้งยังได้ส่งผลต่อระบบหมุนเวียนโลหิตเนื่องจากมันได้มีขนาดที่เล็กมาก

และมันสามารถผ่านเข้าปอดเข้ามาสู่กระแสเลือดได้และเมื่อเลือดนั้นได้เข้าสู่ยังร่างกายและนั่นเองมันก็จะหมายความว่าฝุ่นเหล่านี้อาจจะเข้าไปตกตะกอนในร่างกายของเรามันจึงได้ทำให้ได้เกิดโรคต่างๆอย่างเช่น ความดันโลหิตสูงอีกทั้งยังได้มีการแสดงด้านงานวิจัยเพื่อให้เราเห็นว่าค่าของฝุ่นละอองที่เรานั้นได้รับมัน

ได้มีผลต่อการยืดหยุ่นภายในของหลอดเลือดและอาจจะทำให้เกิดอาการที่รุนแรงอย่างเฉียบพลันกับกล้าเนื้อของหัวใจได้และในภัยเงียบสุดท้ายที่มันอาจจะไปกระทบของการดำรงอยู่ของของเผ่าพันธุ์มนุษย์นั่นก็คือผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์เนื่องจากการการที่ได้รับฝุ่นเข้าไปอย่างปริมาณมากที่เข้าไปอย่างต่อเนื่อง

มันจึงจะทำให้ความสามารถในการสร้างลดลงอสุจิอีกทั้งยังได้มีผลต่อการตั้งครรภ์กล่าวคือมันอาจจะทำให้น้ำหนักตัวของทารกน้อยได้คลอดออกมาก่อนกำหนดความเสี่ยงในการแท่งและทารกเสียชีวิตได้เพิ่มสูงมากขึ้น

ผู้มาเยือนจากต่างดาว ตอนความลึกลับของสฟิงซ์

สฟิงซ์ยิ่งใหญ่แห่งกิซ่าน่าจะเป็นอนุสาวรีย์ที่ลึกลับที่สุดในโลกแต่พอเราแก้ปริศนามันได้เราจะเจอข้อพิสูจน์สุดยอดว่ามีมนุษย์ต่างดาวมาเยือนบรรพบุรุษเราจริงหรือไม่ที่ราบสูงกิซ่าอียิปต์ปี1925สิ่งที่โผล่ออกมาจากทะเลทรายคือ อนุสาวรีย์รูปหัวมนุษย์ขนาดใหญ่เป็นเวลาหลายศตวรรษที่ผู้มาเยือน

ส่วนใหญ่เชื่อว่าที่นี่มีอยู่เพียงเท่านี้แต่ว่าวิศวกรชาวฝรั่งเศสปักใจเชื่อว่ามีสิ่งอยู่ใต้พื้นดินมากกว่าที่นักโบราณคดีรู้อีกมาก เคา้เริ่มขุดค้นเพื่อเปิดเผยมันและหลังจากขุดอย่างละเอียดในเวลาเพียง11ปีเค้าขุดร่างสิ่งที่คล้ายสิงโตขนาดยักษ์ได้และทำให้โลกได้รู้จักความสง่างามของสฟิงซ์ยิ่งใหญ่อีกครั้งมันเป็นประติมากรรมหินชั้นใหญ่ที่สุดบนโลก สฟิงซ์ยิ่งใหญ่ที่หันหน้าไปทางพระอาทิตย์ขึ้นตั้งอยู่ห่างจากพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดของอียิปต์3แห่งอยู่เกือบครึ่งไมล์

มันถูกแกะลักจากหินปูนใต้ดินด้วยหินก้อนเดียวแต่สูงกว่าๅ60ฟุตและยาวกว่า240ฟุตมันน่าจะเป็นอนุสาวรีย์ที่ถูกศึกษามากที่สุดในโลกแต่มันยังเป็นอันที่ลึกลับที่สุดไม่มีถ้อยคำจารึกใดๆที่ระบุว่าใครสร้างมันหรือทำไมแต่นักอียิปต์วิทยาส่วนใหญ่ให้อายุมันที่2,500ปีก่อนคริสตกาลและดูเหมือนว่ามันจะมีความเกี่ยวข้องกับพีระมิดอียิปต์นักอียิปต์วิทยาคิดอยู่เสมอว่าพีระมิดในอียิปต์เป็นสุสานของฟาโรห์

แต่ยังไม่มีการพบฟาโรห์หรือมัมมี่ยุคราชวงศ์อียิปต์ในพีระมิดในอียิปต์เลยนักวิชาการส่วนหนึ่งยังยืนยันว่าพีระมิดยิ่งใหญ่และพีระมิดอื่นในอียิปต์ที่จริงเป็นโรงไฟฟ้าที่ซับซ้อนมากและพีระมิดเองก็ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสร้างพลังงานมหาศาลใช่หรือไม่พลังงานที่ต้องใช้เปิดประตูดวงดาวและนี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งของแผนการชุบชีวิตที่ใช้เดินทางในยุคนั้นที่จริงเขตกิซ่าจะทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์เทคโนโลยีหรือไม่อุปกรณ์ที่ช่วยในการขนส่งไปโลกอื่นและอย่างที่นักทฤษฏีดาราศาสตร์ของโบราณ

เสนอแนะและหากบางที่มันอาจจะพบหลักฐานความเชื่อมโยงชิ้นนี้ได้เพิ่มเต็มจากการที่ได้มีการสำรวจการเรียงตัวอย่างแม่นยำที่ได้พบในบนที่ราบสูงในการวิเคราะห์เชิงโบราณคดีดาราศาสตร์ได้เปิดเผยว่าตำแหน่งของพีระมิดที่ยิ่งใหญ่3อันนี้มันเหมือนกับว่ามันจะหลอกเลียนดาวแถบโอไรออน3ดวงในดาวส่องสว่าง2ดวงและดาวอับแสงอีกดวงหนึ่งที่เยื้องไปทางซ้ายนิดหน่อยที่แปลกก็คือแม้ว่าห็นความเกี่ยวข้องได้ชัดเจนมุมที่ดาวทำในท้องฟ้าจะแหลมกว่ามุมของพีระมิดเป็นอย่างมาก

และนั่นเป็นสิ่งที่นักโบราณคดีตัดสินใจเชื่อหลังจากศึกษามาเป็นเวลาหลายปีก่อนดาวพวกนี่จะเรียงตัวเหมือนพีระมิดบนพื้นดินเป๊ะๆเลยหรือไม่มันยังเป็นคำถามที่น่าสนใจอยู่นะยังไม่มีข้อสรุปว่าสฟิงซ์เป็นเครื่องพิสูจน์สุดยอดว่ามนุษย์ต่างดาวเคยอยู่บนโลกในอดีตห่างไกลหรือไม่และถ้าจริงจะมีคำใบ้ที่ซ่อนอยู่ในรูปปั้นหินเดี่ยวที่ไม่เพียงแต่จะเปิดเผยความลับเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เรา

 

ขอบคุณเว็บ bk8  ที่ให้การสนับสนุน

ผู้มาเยือนจากต่างดาวจากมนุษย์ต่างดาวในหมู่มนุษย์

ในวันที่5มิถุนายน ค.ศ2013หนังสือพมพ์ประจำวันอังกฤษในThe Guardians เปิดเผยว่าเอกสารจากสำนักงานความมั่นคงแห่งสหรัฐรั่วไหลออกมาท่ามกลางพวกนั้นเป็นคำสั่งจากศาลตรวจข่าวกรองต่างประเทศต้องการที่จะให้Verizonส่งข้อมูลจากโทรศัพท์ของชาวอเมริกันหลายล้านคนมายังFBIและNSA 4วันต่อมา Edward Snowden อดีตผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยไซเบบอร์

สำนักข่าวกรองกลางได้เข้ามารายงานตัวเพราะว่าเป็นต้นตอของการรั่วไหล เมื่อขอให้อธิบายการกระทำของเขาสโนว์เดนกล่าวว่าผมสามารถเข้าถึงอีเมล รหัสผ่านบันทึกโทรศัพท์ บัตรเครดิตผมไม่อยากจะอยู่ในโลกที่ทุกอย่างที่ผมทำและพูดถูกบันทึกNSA คือ สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติหรือ สำนักงานสายลับแห่งชาติ ซึ่งควบคุมจอระบบสื่อสารทั่วโลกทุกรูปแบบการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์

เพื่อจุดประสงค์ของความมั่นคงของชาติเพื่อระบุ และต้องต่อต้านการคุกคามต่อเมริกาเอกสารชิ้นหนึ่งที่ Edward Snowdenได้ปล่อยเกี่ยวกับโครงการชื่อมิสติค ซึ่งสามารถบันทึกการฟังทุกการสนทนา ทั่วประเทศ ทั่วโลกเทคโนโลยีน่าสนใจมากเพราะว่ามันทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นในหลายๆทางมีผู้ที่เชื่อว่า การพัฒนาของเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราทำเองทั้งหมดแต่เราถูกชี้นำโดยผู้มาเยือนที่มายังโลกครั้งแรกเมื่อหลายพันปีก่อนนักทฤษฏีพระเจ้าอวกาศยืนกรานว่าใช่

โดยมนุษย์ต่างดาวตั้งใจว่าเราจะเข้าสู่การเชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยีและเรากำลังถูกมอง ไม่เพียงโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลแต่โดยจากมสิ่งนอกโลกของเรา พวกเขายังอ้างอีกว่าได้เตรียมพวกเราไว้ในแนวทางนี่ตั้งแต่โบราณแล้วและเราสามารถพบหลักฐานของการคงอยู่ของพวกเขาในเรื่องราวของกลุ่มมนุษย์ต่างดาวโบราณที่รู้จักกันในนาม “ผู้พิทักษ์”  ในบทที่4ของพระคัมภีร์ภาษาฮิบรูผู้พทักษ์ถูกอธิบายว่าเป็นกลุ่มของพระเจ้าที่ดูแลซึ่งต่อมาเชื่อมโยงกับเทวดาผู้พิทักษ์เป็นผู้ส่งสารที่จำเป็นและนี่คือเหตุผลที่นักวิชาการหลายคนเข้าใจ

ผู้พิทักษ์เป็นระดับชั้นของเทวดา เทวดาถูกเข้าใจว่าเป็นผู้ส่งสารในพระคัมภีร์พวกเขามีทักษ์ในการจัดการโลก เฝ้ามนุษย์และบ้างก็พูดได้ว่าผู้พิทักษ์ที่ดีพวดเขาทำงานของพวกเขาตามหน้าที่แล้วก็มีบางพวกที่ว่ากันว่า เป็นผู้พิทักษ์ที่เลวมันพูดถึงผู้พิทักษ์ที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นบนโลกที่ไม่ได้กระทำโดยมือของพวกเขา

และสร้างโดยตัวแทนของพวกเขาพวกเขาคือใคร พวกเขาคืออะไรพระคัมภีร์ไม่ได้เข้าไปในรายละเอียดมากแต่มีบันทึกอื่นอีกมากที่สอนเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกบันทึกในพระคัมภีร์และมีชื่อเสียงอันหนึ่ง นั่นคือพระคัมภีร์ “ENOCH”พระคัมภีร์ “ENOCH”บรรจุการพบเห็นและรับรู้ด้วยตนเองของคุณตาทวดของโนอาห์

 

สนับสนุนโดย  rb88

การสำรวจภากิจของโรเวอร์

มาร์ส คิวริออสซิตี ราคา 2,500ล้านเหรียญ เป็นโรเวอร์ที่ทันสมัยที่สุดที่เคยสำรวจสภาพดาวอังคารนอกจากเก็บภาพถ่ายความคมชัดสูงและตัวอย่างอากาศกับลมขณะที่มันเดินทางข้ามผิวดาวแล้วมันยังสามารถหมุนกล้องได้เองด้วยความสามารถที่ทำให้วิศวกรนาซ่าวินิจฉัยและแก้ปัญหาจากโลกได้น่าแปลกที่ใน50วันสุริยะที่ทำภารกิจโรเวอร์ส่งภาพลึกลับกลับมายังโลก

แสดงงสิ่งที่นักววิจัยบางคนเห็นเป็นเงารูปร่างคล้ายมนุษย์กำลังทำงานกับโรเวอร์เมื่อมองจากภาพเราจะเห็นคนตรงนั้นและถึงแม้ว่าพวกเขาไม่ได้ใส่หมวกแต่ดูเหมือนว่าจะใส่อุปกรณ์และแว่นบางอย่างแล้วทำให้คนคาดเดาว่าสิ่งที่ทำอยู่บนดาวอังคารอาจมีมากกว่าที่นาซ่าและโครงการอวกาศของกองทัพบอกว่าเราทำได้นาซ่ารู้เรื่องดาวอังคารมากกว่าที่บอกเราเยอะพวกเขาปล่อยรูปพวกเขายอมปล่อยข่าว

พวกเขาไม่ได้พูดถึงมันโดยรวมแต่ว่าพวกแค่ยอมให้คนที่มีตาคนที่อยากเห็นดูของพวกนี้แล้วเข้าใจว่ามันคืออะไรแต่พวกเขาไม่พูดอะไรเพราะว่าพวกเขาถูกผูกมัดด้วยความจริงทางการเมืองนั่นเอง จอร์ช นูรี นักทอล์ค โชว์ทางวิทยุชื่อดังวัย 68ปี ได้กล่าวว่าเราได้รับโทรศัพท์จากคนชื่อแจ็คกี้ ซึ่งอ้างว่าเธอเป็นอดีตพนังงานของนาซ่าเธอเล่าเรื่องใหญ่ว่ายานโรเวอร์ของเราส่งภาพที่นาซ่าได้อุบเอาไว้ภาพมนุษย์กำลังเดินไปเดินมาบนดาวอังคารและเธอน่าเชื่อถือเป็นอย่างมากเธอดูจะรู้ดีว่าเรื่องที่เธอพูดกำลังพูกถึงอะไรอยู่มีทฤษฏีเสมอว่ามีโครงการอวกาศซ้อนโครงการอวกาศที่เรารู้มันเป็นโครงการลับมันเป็นโครงการที่เงินหลายล้านล้านเหรียญได้หายไปเฉยๆ

และไม่มีใครรู้ว่าเงินหายไปไหนไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภาพถ่ายจำนวนมากได้รับการพิสูจน์และเฉลยแล้วว่าไม่ใช่หลักฐานของอารยธรรมจากต่างดาวบนดาวอังคารนั่นรวมไปถึงใบหน้าบนดาวอังคารด้วยซึ่งแท้จริงแล้วที่เราเห็นเป็นใบหน้านั้นเกิดจากแสงและเงาที่ตกกระทบกันนั่นเองและถึงแม้ว่าหลายภาพได้ถูกพิสูจน์แล้วแต่ก็ไม่สามารถไขปริศนาของภาพได้ทั้งหมด

ได้แฮกเกอร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อแกรี่แมคคินนอนแฮ็กฐานข้อมูลของนาซ่าและพบไฟล์ที่มีรายชื่อของสิ่งที่เรียกว่าเจ้าหน้าที่นอกโลกเจ้าหน้าที่ในกองทักที่อาศัยและทำงานอยู่นอกดาวโลกของเราซึ่งนอกโลกไม่ได้หมายถึงดาวอังคารเสมอไปแต่ว่ามันหมายถึงในอวกาศและมันบ่งชี้ว่ามีโครงการอวกาศลับสุดยอดบางอย่างที่ประชาชนไม่เคยรับรู้อาจมีปฏิบัติการลับของทหารสหรัฐบนดาวอังคารจริงหรือไม่ถ้ามีมันเกิดขึ้นนานแค่ไหนแล้ว

นักวิจัยบางคนบอกว่าแผนกลยุทธ์เพื่อไปดาวอังคารเกิดขึ้นก่อนเราไปถึงดวงจันทร์ซะอีกและโดยนักวิทยาศาสตร์คนเดียวกนที่ทำให้เราไปถึงที่นั่นเขาชื่อเวิร์นเนอร์ วอน บราวน์ เวิร์นเนอร์ วอน บราวน์เป็นอัจฉริยะเรื่องจรวดและเขาหลงไหลการไปดาวอังคารเขาหลงไหลศาสตร์ของจรวดและเขาเขียนหนังสือในปี1948 ที่ชื่อมาร์สโปรเจค

บนดาวอังคารมีโครงสร้างคล้ายทรงพีระมิดจริงหรือไม่?

554 วันสุริยะ หลังยานมาร์ส คิวริออสซิตี โรเวอร์ลงพื้นมันได้ส่งภาพพาโนรามาความคมชัดสูงใหม่ล่าสุดของภูมิประเทศดาวอังคารมาที่โลกเมื่อตรวจสอบ นักธรณีวิทยาสมัครเล่นประกาศการค้นพบน่าตะลึง สิ่งที่ดูเหมือนรูปปั้นที่ดูคล้ายมนุษย์การค้นพบนี้

เป็นแค่หนึ่งในวัตถุคล้ายโลกนับสิบที่พบในภาพจากโรลเวอร์รวมถึงโรงศพหิน พระพุทธรูปและแม้กระทั่งไม้กางเขนมีวัตถุต่างๆมากมายบนดาวอังคารที่คนเห็นหรือคิดว่าเห็นในภาพโรเวอร์หลายภาพและมันองข้ามได้ยากเพราะว่ามันดูเหมือนกับประติมากรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นทุกอย่างแล้วต่อให้หลังจากเกิดมหาภัยพิบัติอย่างที่เห็นได้บนดาวอังคารก็จะพบเศษซากจากอารยธรรมที่สูญหายที่ได้ทิ้งร่องรอยสุดท้ายเอาไว้ว่าเราอยู่ที่นี่นักทฤษฏีมนุษย์อวกาศโบราณคิดว่าอาจมีวัตถุและโครงสร้างผิดธรรมชาติอื่นบนดาวอังคาร

ตั้งแต่ภาพแรกถูกส่งกลับมาจากภารกิจมาร์สไวกิ้งในปี1979 เจ้าหน้าที่นาซ่ายังได้อ้างว่าในความคล้ายคลึงของกองหินบนดาวอังคารกับวัตถุฝีมือของมนุษย์เกิดจากแพไรโดเลียเมื่อจิตใจเห็นรูปแบบที่คุ้นเคย เหมือนการเห็นรูปทรงในเมฆ แพไรโดเลีย เป็นปรากฏการณ์ทางจิตใจชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้สิ่งที่ตามองเห็นหรือได้ฟังเช่นภาพหรือเสียงที่ไม่ชัดเจน

และไม่มีรูปแบบที่แน่นอนแล้วตีความว่าเป็นสิ่งที่เคยเห็นหรือคุ้นเคยแต่ผู้เชี่ยวชาญถ่ายภาพบางคนไม่แน่ใจว่ามันเป็นแค่ตาฝาดจากภาพนี้ ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่านี่อาจเป็นรูปปั้นที่เสียหายถูกฝังถึงคางและอาจจะมีอีกมากที่ฝังอยู่ใต้ทรายเห็นได้ชัดเจอว่า มันเป็นสิ่งที่เราน่าจะเจอในแถบอเมริกากลางหรือว่าใต้อาจมีซากอารยธรรมที่สูญหายกระจายอยู่ทั่วภูมิประเทศดาวอังคารหรือไม่ ซากที่เหมือนกับสิ่งที่มีอยู่บนดาวเคราะห์ของเราเองนักทฤษฏีมนุษย์อวกาศโบราณบอกว่า ใช่

และเสนอว่านี่เป็นหนึ่งในวัตถุมากมายบนดาวอังคารที่ดูเหมือนมีคู่เหมือนบนโลกของเราโครงสร้างบางอย่างบนดาวอังคารอาจเกี่ยวข้องเต็มที่กับโครงสร้างบนโลกนี้บนดาวอังคารมีโครงสร้างคล้ายพีระมิดมีหินตั้งและหินแบบสโตนเฮนจ์บนดาวอังคารและยังมีโครงสร้างบนดาวอังคารที่ดูเหมือนกับสฟิงซ์อีกด้วยแถวไซโดเนียมีวัตถุมากมาย รวมถึงพื้นที่ที่เรียกว่าเมืองเป็นที่ที่พยใบหน้าบนดาวอังคารและมีพีระมิด5เหลี่ยมขนาดใหญ่มีกระจุกวัตถุแบบพีระมิดอยู่ใกล้กันด้วยและที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับเมืองก็คือมีบางคนชี้ว่า

ถ้าเรานำยอดพีระมิดทั้งหมดที่นั่นมาพวกมันจะตรงกับผังของดาวลูกไก่นี่เป็นบางอย่างที่เราเห็นบนโลกเราเห็นโบราณสถานมากมายที่วางผังให้สะท้อนถึงกลุ่มดวาลูกไก่เช่นเดียวกันมันจะเป็นไปได้ไหมว่า โครงสร้างบนดาวอังคารนั้นเป็นของจริงแล้วก็มาจากการทำเทียมนั่นเป็นบางอย่างที่ศาสตร์ทั้งหมดบอกเอาไว้ว่ามีอารยธรรมไหนที่สร้างสิ่งนี้ขึ้นมาและมันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบางคนแนะว่า พวกเขาอาจจะหนีจากดาวอังคารแล้วก็มาที่โลกของเราเพื่อความอยู่รอด