การจัดสรรวงเงินให้กู้ยืม

การจัดสรรวงเงินให้กู้ยืมของเงินทุนหมุนเวียน ประจำปีงบประมาณ ครั้งที่ 1 พุทธศักราช 2563

❝ คณะกรรมการบริหารเงินทุนเหมุนเวียนเพื่อจัดการกับปัญหาหนี้สินเจ้าหน้าที่รัฐอาจารย์ครูอนุมัติจัดแบ่งวงเงินให้กู้ยืมของเงินทุนหมุนเวียน ประจำปีงบประมาณ ครั้งที่ 1 พุทธศักราช 2563 วงเงินไม่เกินคนละ 5 แสนบาท ❞

คณะกรรมการบริหารเงินลงทุนเหมุนเวียนเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินข้าราชการครู อนุมัติจัดแบ่งวงเงินให้กู้หนี้ยืมสินของเงินทุนหมุนเวียน รายปีงบประมาณ ครั้งที่ 1 พุทธศักราช 2563 วงเงินกู้ได้ไม่เกินคนละ 5 แสนบาท ดอกเบี้ยจำนวนร้อยละ 4 ต่อปี ผ่อนชำระคืนภายใน 12 ปี

โปรดทราบ ข่าวประชาสัมพันธ์เงินทุนหมุนเวียนให้กู้ยืม เพื่อทุเลาและก็ลดภาระหน้าที่หนี้สินที่มีอยู่เดิม

การให้กู้ยืมเงินทุนหมูนเวียนเพื่อแก้ไขหนี้สินเจ้าหน้าที่รัฐครู-อาจารย์ ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช 2563 ด้วยคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อจัดการกับปัญหาหนี้สินข้าราชการอาจารย์ ได้อนุมัติจัดแบ่งวงเงินให้กู้หนี้ยืมสินขอเงินทุนหมุนเวียน ให้เจ้าหน้าที่รัฐอาจารย์ระบุคลากรด้านการศึกษา ขึ้นอยู่กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/ม้ธยมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ทำการ กรมการศึกษานอกโรงเรียน ที่ทำการศึกษาธิการจังหวัด แล้วก็สำนักบริหารการศึกษาพิเศษ ที่ยังคงรับราชการกู้หนี้ยืมสินทุนหมุนเวียนฯ เพื่อจ่ายและชำระหนี้ที่มีอยู่เดิม อันเป็นการบรรเทาแล้วก็ลดภาระหน้าที่หนี้สิน ตามหลักเกณฑ์รวมทั้งขั้นตอนการให้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียน พุทธศักราช 2563 ดังต่อไปนี้

1.เจ้าหน้าที่รัฐอาจารย์และก็พนักงานด้านการศึกษา ที่จะขอกู้ยืมงินทุนหมุนเวียนควรมีหนี้ที่มีอยู่จริง บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย (โดยมีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง) ดังต่อไปนี้

-เป็นนี้เงินกู้ยืมที่มีข้อตกลงกู้หนี้ยืมสินกับแบงค์ หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสถาบันการเงินอื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย อยู่ก่อนวันยื่นกู้ยืมเงินทุนหมุนวียนมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเป็นหนี้เป็นสินบัตรเครติต หรือบัตรสินเชื่อเงินสด อยู่ก่อนวันที่ 17 เดือนมกราคม 2563 (หนี้กยศ. หนี้เช่าซื้อ สินเชื่อเกี่ยวกับรถยนต์ หนี้บริษัท ประกันชีวิต หนี้เกี่ยวกับสวัสดิการสถานศึกษา หนี้สินกองหุนหมู่บ้าน อื่นๆอีกมากมาย ไม่สามารถที่จะกู้ยืมเงินได้)

-เป็นหนี้เป็นสินในฐานะผู้ค้ำประกันที่มีคำพิพากษา

2.จำนวนเงินให้กู้ยืมเงินคนละไม่เกิน 500,000 บาท อัตราค่าดอกเบี้ยจำนวนร้อยละ 4 ต่อปี ผ่อนส่งคืน ภายใน 12 ปี

3.คุณสมบัติของผู้กู้ยืม

-ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารการศึกษา และก็เรียนรู้นิเทศก์ แค่นั้น

-รับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

-มีเงินเดือนแล้วก็รายได้ทุกเดือนคงเหลือสุทธิ หลังหักชำระหนี้เงินทุนหมุนวียน ไม่น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 30

-เป็นคนที่ทำหน้าที่ด้วยความมุมั่น ตั้งมั่น พากเพียร อุตสาหะ มีความประพฤติดี

-ในกรณีที่เคยป็นลูกหนี้งินทุนหมุนวียน จำต้องใช้หนี้ใช้สินเสร็จสิ้น โดยไม่มีการผิดนัดชำระหนี้มาก่อน

-ไม่เป็นคนที่อยู่ระหร่างถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

 

สนับสนุนมาจาก  next88

ควรให้ลูกอายุเท่าไหร่ดี ถึงค่อยพาไปเรียนพิเศษ

ในสังคมปัจจุบันที่ประเทศกำลังมีการแข่งขันกันในทุกทุกด้านค่อนข้างสูง นั้น พ่อแม่แต่ละคนก็มักจะคาดหวังให้ลูกของตัวเอง เรียนเก่ง มีโอกาสมากว่าเด็กคนอื่นอื่น และก็วาดหวังเอาไว้ว่าลูกของตัวเองจะต้องได้เข้าเรียนโรงเรียนดีดี และเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนพิเศษ โรงเรียนกวดวิชากันเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้เด็กที่เพิ่งเข้าเรียนระดับชั้นอนุบาลก็ต้องเริ่มเรียนพิเศษกันแล้ว เพราะต้องไปต่อสู้แย่งกับเด็กคนอื่นเพื่อสอบเข้าโรงเรียนดังดังให้ได้ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กันเลยทีเดียว

ซึ่งอันที่จริงแล้วเด็กในวัยอนุบาลยังไม่ควรที่จะต้องมาเรียนพิเศษอย่างเคร่งครัดมากมายจนเกิดไป เพราะด้วยวัยของพวกเขาแล้ว การพัฒนาความรู้และการเรียนรู้ต่างต่างควรจะมาจากประสบการณ์ที่พวกเขาได้ลงมือทำจริงจริง  พวกเขาควรจะมีชีวิตในวัยเด็กที่ได้วิ่งเล่น และมีเสียงหัวเราะการที่บังคับให้เด็กต้องเรียนแต่สิ่งที่เป็นเรื่องของวิชาการเท่านั้น พวกเขาจะไม่ได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างมีความสุข

และการพัฒนาสมองและการเรียนรู้จากประสบการณ์ เพื่อให้เขาพัฒนาตนเองไปตามวัยก็จะหายไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง และจะมีผลเสียที่จะตามมาอีกมากมาย ดังเช่น 

  • เด็กจะมีความเครียด เพระอยู่ในสภาวะที่ต้องถูกเร่งรัดอยู่ตลอดเวลาให้ต้องเรียนหนังสือมากเกินไป บางครั้งการที่เราให้เด็กเรียนทั้งที่ยังไม่ถึงวัยของเราที่จะต้องมาเรียนรู้กับเรื่องเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่สร้างความกดดันให้กับเด็ก 
  • การที่เด็กเรียนพิเศษอยู่ตลอดเวลา เด็กจะไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับพ่อและแม่ เพราะถึงแม้แม่กับพ่อจะไปเฝ้าเวลาที่ลูกเรียนพิเศษแต่ก็อยู่เพียงหน้าห้องเท่านั้นไม่ได้เข้าไปเรียนหรือร่วมกิจกรรมกับเด็กด้วย ซึ่งจะทำให้พ่อแม่และลูกไม่ค่อยมีความผูกพันธุ์กัน
  •  การที่ให้เด็กเรียนตั้งแต่ยังอยู่ในชั้นอนุบาล จะเป็นการปิดโอกาสการพัฒนาสมองของเด็กไม่ให้ได้เรียนรู้ตามวัยที่เขาสมควรจะได้รับ ซึ่งเด็กในวัยนี้ควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับการเข้าสังคม และฝึกฝนทางด้านอารมณ์มากว่า

และสำหรับวัยที่เหมาะสมกับการเรียนพิเศษนั้น หากเป็นปัจจุบันนี้ ควรมีอายุสักประมาณ 8หรือ 9 ปีขึ้นไปก็สามารถที่จะเรียนพิเศษได้แล้ว หรือหากอยากจะเริ่มให้เด็กเก่งเร็วกว่าปกติสักประมาณ ปี 1 หรือประมาณอายุสัก 6 ปีก็เพียงพอแล้วที่จะเริ่มให้ลูกเรียนพิเศษ

การศึกษากับการแบ่งแยก ปัญหาใหญ่สำหรับเด็ก

 ในปัจจุบันโรงเรียนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะโรงเรียนในเขตกรุงเทพ มักจะต้องมีการให้เด็กสอบคัดเลือกเข้าเรียน ซึ่งการสอบเข้าเรียนนี้ในสมัยก่อนโรงเรียนที่จะเปิดให้นักเรียนสอบเข้าเพื่อให้โรงเรียนคัดเด็กที่มีความรู้ความสามารถมาเข้าเรียนที่โรงเรียนของตนนั้นจะเป็นโรงเรียนระดับมัธยมและมหาวิยาลัย 

แต่ในปัจจุบันนี้ไม่ได้มีเฉพาะโรงเรียนระดับชั้นมัธยมและมหาวิทยาลัยแล้วเท่านั้น

ที่จะต้องสอบเข้าเพราะเด็กนักเรียนที่จะต้องเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาล ถ้าพ่อกับแม่อยากให้ลูกเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ก็ต้องพาลูกหลานของตอนมาสอบคัดตัวก่อน หากไม่มีความสามารถมากพอก็จะไม่สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนที่พ่อแม่หวังเอาไว้ได้ เมื่อก่อนเด็กที่จะเรียนอนุบาลมักไม่ต้องมีความรู้อะไร

เพราะจะไปรับความรู้จากที่โรงเรียนแทน แต่ในปัจจุบันเด็กจะต้องมีความรู้เบื้องต้น เช่นการนับเลข การบอกสีได้ การอ่านได้บ้าง โรงเรียนอนุบาลจะคัดเด็กเข้าเรียนโรงเรียนของตนเองจากข้อมูลเหล่านี้  และในปัจจุบันนี้การแข่งขันในการสอบเพื่อให้ตนเองเข้าเรียนในโรงเรียนดังนั้นมีความยากมากยิ่งขึ้นโดยในตอนนี้ โรงเรียนที่มีชื่อเสียงเกือบทุกโรงเรียนจะให้เด็กมาสอบแข่งขัน

และหากใครมีคะแนนสูงตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดก็จะได้เข้าเรียนที่โรงเรียนนั้นซึ่งนั่นหมายถึงโรงเรียนเหล่านั้นก็จะมีแต่เด็กที่เก่งเก่ง ส่วนโรงเรียนอื่นอื่นก็จะได้แต่เด็กที่ไม่ค่อยเก่งไป ซึ่งนี่ถือว่าเป็นการปิดโอกาสไม่ให้เด็กที่เรียนหนังสือไม่ค่อยเก่งได้เข้าไปอยู่ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงได้เลย และถือว่ากระทำแบบนี้ถือว่าเป็นการแบ่งแยกชนชั้นให้กับเด็กเลยทีเดียว

และสิ่งที่จะตามมาคือเด็กเก่งก็จะเกาะกลุ่มกันเฉพาะเด็กเก่งและเด็กที่เรียนไม่เก่งก็จะอยู่ด้วยกัน ซึ่งถือว่าจะกลายเป็นสองมาตรฐานทางการเรียนเลยทีเดียวทั้งเด็กและโรงเรียน เพราะโรงเรียนไหนที่มีแต่เด็กเก่งเก่งผู้ปกครองก็อยากจะมาพาเด็กเข้าเรียน และต่างก็มีแต่คนชื่นชม

ส่วนโรงเรียนไหนที่เป็นศูนย์รวมของเด็กเรียนไม่เก่งก็จะไม่มีคนพูดถึง และโรงเรียนแห่งนั้นก็จะไม่สามารถพัฒนากลายมาเป็นโรงเรียนที่มีเด็กเก่งได้ ทางที่ดี

การเลือกให้เด็กเข้าโรงเรียนควรมีการรับทั้งเด็กที่เรียนเก่งและเด็กที่เรียนไม่เก่งคละเคล้ากันไป เพื่อให้เด็กเรียนเก่งจะได้สอนเพื่อนที่เรียนไม่เก่งให้มีความรู้ไปพร้อมพร้อมกันได้  เด็กบางคนอาจจะเรียนไม่เก่งแต่เขาก็มีความสามารถด้านอื่นอื่น ดังนั้นการที่เรานำเด็กหลากหลายมาเรียนรวมกันแทนที่จะให้เฉพาะเด็กที่เก่งเท่านั้นมาอยู่ร่วมกัน จะช่วยให้เด็กเด็กได้มีการแชร์ความรู้ความสามารถเฉพาะด้านของตนเองมาสอนเพื่อนได้

สิ่งที่เด็กในกรุงเทพต้องเจอเมื่อพ่อแม่เลือกแนวทางการศึกษาให้

สำหรับคนที่เป็นพ่อเป็นแม่คน เมื่อลูกเกิดมาสิ่งทีต้องคิดตามมาหลังจากลูกเกิด

นอกเหนือจากว่าจะทำอย่างไรที่จะเลี้ยงลูกให้มีความสุขแล้ว ปัญหาใหญ่ที่พ่อแม่ทุกคนมักวิตกกังวลก็คือ  เมื่อถึงเวลาที่ลูกต้องเข้าโรงเรียน เราจะส่งลูกเข้าเรียนที่ไหนดี ซึ่งหากเป็นเมื่อในสมัยก่อนสิ่งเหล่านี้ พ่อแม่จะไม่ได้ต้องคิดมากนัก เพราะลูกสอบเข้าที่ไหนก็เรียนที่นั่น ขึ้นอยู่กับการเลือกของลูกเอง แต่ในสมัยนี้ไม่เหมือนกัน การแข่งขันของการสอบเข้าเรียนมีสูงขึ้นจากเดิมมาก

ซึ่งพ่อแม่ทุกคนก็หวังอยากจะให้ลูกของตัวเอง เข้าเรียนที่โรงเรียนดีดี มีชื่อเสียง มีเด็กเก่งที่ไปสร้างชื่อที่ต่างประเทศ ดังนั้นโรงเรียนในกรุงเทพจึงมีการแข่งขันค่อนข้างสูงเป็นอย่างมาก ทุกวันนี้พ่อแม่ส่วนใหญ่เมื่อรู้ตัวเองว่ากำลังจะมีลูก ก็ต้องเตรียมตัวหาข้อมูลโรงเรียนเอาไว้ก่อนแล้ว

และหลายคนยังมีการคำนวณว่าเด็กจะเกิดเมื่อไหร่ เข้าเรียนประมาณปีไหน และมีการไปจองการสมัครเรียนเอาไว้ให้ลูกล่วงหน้าแล้ว

ทั้งที่ลูกยังไม่คลอดออกมาเสียด้วยซ้ำไป  และเมื่อคลอดออกมาเด็กหลายคนมักจะต้องพบกับปัญหาพ่อแม่หาที่เรียนพิเศษเอาไว้ให้แล้ว ซึ่งเด็กเหล่านั้นยังไม่ได้เข้าเรียนเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยพ่อแม่ต้องการที่จะให้ลูกของตัวเองสามารถสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงให้ได้ จึงต้องพาลูกไปเรียนพิเศษแทนที่เด็กเหล่านั้นจะได้ไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่นอื่นทั่วไป

ปัจจุบันเด็กหลายคนถูกพ่อแม่บังคับให้เรียนพิเศษโดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กมีสิทธิ์เลือกเองว่าอยากเรียนหรือไม่ เคยสอบถามพ่อแม่บางคนที่พาลูกไปเรียนพิเศษส่วนใหญ่พ่อแม่จะมีการจัดตารางเอาไว้ให้แล้ว อย่างวันจันทร์ จนถึงวันศุกร์ หลังจากเลิกเรียนแล้วตั้งแต่สี่โมงเย็นจนถึงสองทุ่ม เป็นเวลาที่เด็กต้องเรียนพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนเสริมจากที่ครูสอนในโรงเรียนแล้ว

ยังมีเรียนดนตรี และเรียนตี Golf ในตอนเย็นเพราะพ่อแม่มองว่านี่จะเป็น Profile ที่ดีให้กับลูกในอนาคตได้ และสำหรับวันเสาร์และวันอาทิตย์ เด็กก็จะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเป็นเรียนพิเศษเพิ่ม ทั้งเรียนเสริมคณิตศาสตร์ เรียนเสริมภาษาอังกฤษ เรียนเสริมภาษาจีน และยังมีเรียนเปียโน รวมถึงเรียนว่ายน้ำเพิ่มอีกด้วย 

เรียกได้ว่าตั้งแต่เช้า ยันค่ำของทุกวันเด็กสมัยนี้แทบไม่ได้หยุดพักเลยสักวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความกดดันให้กับเด็กเด็กมาก พ่อแม่หลายคนมองว่านี่การปูพื้นฐานการเรียนที่ดีให้กับลูกเพื่ออนาคตที่ดีของลูก จนลืมคิดไปว่าวัยเด็กของลูกหากผ่านไปแล้วไม่สามารถย้อนกลับมาได้ เราควรให้พวกเขาเรียนและเล่นไปพร้อมๆกันน่าจะดีกว่า เพื่อที่พวกเขาจะได้มีชีวิตในวัยเด็กอย่างมีความสุข 

นโยบายกระตุ้นการศึกษาของรัฐ

นโยบายกระตุ้นการศึกษาของรัฐ เพิ่มเวลาให้เรียนรู้แล้วลดเวลาเรียนหนังสือลง

     ก่อนหน้านี้เมื่อหลายปีก่อนที่ทางรัฐบาลได้ออกมาประกาศ นโยบายการศึกษารูปแบบใหม่ให้กับเด็กนักเรียนนั่นก็คือ ให้ลดชั่วโมงการเรียนลง เพื่อที่เด็กเด็กจะได้มีเวลาไปเรียนรู้กิจกรรมนอกห้องเรียนให้มากยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลเล็งเห็นว่าการที่เด็กจะเรียนรู้ และหาความรู้แต่ในตำราเรียนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะเด็กหลายคนเก่งแต่ในตำราเรียนแต่เมื่อต้องออกมาเจอกับสถานการณ์จริงจริงมาใช้ชีวิตจริงจริงพวกเขาเหล่านั้นกลับไม่สามารถ ช่วยเหลือตัวเอง หรือแก้ไขปัญหาต่างต่างได้ 

โดยทางรัฐบาลเล็งเห็นว่าการเรียนของเด็กยุคใหม่ ควรเน้นให้เรียนเพื่อสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตจริงทีสามารถ วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหา สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นและพัฒนาความรู้ความสามารถให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้ ซึ่งความคิดของนโยบายนี้นั้น หวังเอาไว้ว่าทำอย่างไรที่จะให้เด็กเด็กมีความสุขกับการเรียน

ดังนั้นการเรียนแบบใหม่สำหรับโรงเรียนทั้งหลายนั้นมักจะมีการเปิดสอนตามตำราเรียน ควบคู่ไปกับการการเรียนแบบลงมือปฏิบัติจริงด้วย เช่นในปัจจุบันจะมีหลักสูตร ให้เด็กนักเรียนทำสวน ปลูกผักดูแลรดน้ำผักเอง และนำผักที่เด็กปลูกมาทำอาหารให้เด็กได้กินรวมถึง สอนให้เด็กเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่แล้วนำปลาและไข่ไก่ มาทำอาหารกลางวันเลี้ยงเด็ก

ซึ่งวิธีการสอนแบบนี้จะช่วยให้เด็กทำเป็นแทนที่จะสอนแค่ให้เด็กอ่านในตำราว่าการเลี้ยงไก่ ปลูกผักทำอย่างไร ก็นำมาให้เด็กลงมือทำเองจริงๆ

ซึ่งการเรียนแบบนี้นอกจากเด็กจะไม่ต้องคร่ำเคร่งกับตำราเรียนมากเกินไปแล้ว ยังสร้างความสนุกสนาน และความสามัคคีกันของเด็กที่จะต้องร่วมมือช่วยกันทำกิจกรรมนี้ให้ผ่านไปให้ได้  รวมถึงปัจจุบันทางโรงเรียนส่วนใหญ่ เริ่มมีการสอนทำอาหารซึ่งเด็กจะมีส่วนร่วมในการทำอาหารอย่างง่ายง่าย เพื่อเป็นการดึงความสนใจให้เด็กเด็ก สนใจเรียนมายิ่งขึ้น

เพราะหากเรียนแค่ในตำราเรียนอย่างเดียว เด็กอาจจะเบื่อและอยากเรียนได้ และที่สำคัญการที่อ่านอย่างเดียวไม่ได้ลงมือทำ เมื่อถึงเวลาจะทำเองจริงจริงไม่ได้ ดังนั้น การศึกษาในยุคใหม่ควรมีการลงมือทำจริงควบคู่กันไปกับการเรียนจากตำรา

      ซึ่งนโยบายการศึกษา ที่ให้เพิ่มกิจกรรมให้เด็กทำมากขึ้นนั้นส่งผลให้เด็กมีความสุขกับการเรียนมากยิ่งขึ้นเพราะไม่ต้องมัวแต่คร่ำเคร่งกับตำรามากนัก เด็กสามารถนำข้อมูลจากในหนังสือเรียนมา ปฏิบัติในชีวิตจริงได้ อย่างการทำอาหารอย่างง่ายง่ายกินเอง เช่นการทำแซนวิส  หรือแม้แต่การปลูกต้นไม้ ปลูกผักที่บ้าน

เรียนเพื่ออะไร ?

เคยมีคำถามในใจเกิดขึ้นมาบ้างไหมว่า ทุกวันนี้เราเรียนหนังสือไปทำไม เรียนเพื่ออะไร ทำไมต้องเรียน

ทั้งที่ในสมัยก่อน รุ่นทวด รุ่นปู่ รุ่นย่า รุ่น ตาหรือแม้แต่รุ่นยาย ก็ไม่ค่อยมีใครได้เรียนหนังสือกันมากนัก แต่ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่กันได้จนแก่ มีกินมีใช้สามารถเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานได้ตั้งมากมาย โดยที่พวกเขาเหล่านั้นแทบไม่ได้เรียนหนังสือเลย  หากเป็นในสมัยก่อนเราคงตอบได้ว่าเรียนเพื่อให้เกิดความรู้ ให้สามารถมีความคิดเท่าทันคนอื่น เพื่อไม่ให้ตัวเราถูกคนอื่นหลอกลวงได้ง่าย

แต่สำหรับปัจจุบันคำตอบไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว ปัจจุบันการเรียนนั้น เราเรียนเพื่อให้ตัวเราเองประสบกับความสำเร็จในชีวิต มีอนาคตที่สดใส และมีงานการที่ดีทำไม่ต้องลำบาก

ในสมัยก่อนการทำมาหากินไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ เพราะการใช้ชีวิตอยู่ของคนสมัยก่อนเน้นการใช้ชีวิตแบบพอเพียง เช้าออกทำสวน ทำไร่ ทำนา ตกเย็นกลับบ้านพักผ่อนนอน ตื่นเข้ามาไปทำงานต่อ แค่นี้ชีวิตก็มีความสุข ไม่ต้องดิ้นรนอะไรแล้ว

แต่สำหรับปัจจุบันนั้นไม่สามารถทำแบบนี้ได้แล้ว ปัจจุบันเงินเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในชีวิตของคนทุกคน และการที่จะหาเงินมาให้ได้มากนั้นต้องมีความรู้และความสามารถซึ่งความรู้และความสามารถนอกจากจะต้องฝึกฝนด้วยตนเองแล้วก็ยังต้องพึ่งพาการเรียนการสอนจากโรงเรียน ครูบาอาจารย์ และจากสถาบันกวดวิชาต่างต่างอีกด้วย เมื่อเรามีความรู้ เราสามารถพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าไปได้มาก และเรายังสามารถนำความรู้ที่เรามีอยู่มาพัฒนาสังคมและชุมชน ให้ดีขึ้นได้อีกด้วย 

ในปัจจุบันการที่เราเรียนหนังสือนั้นนอกจากจะต้องการให้ตัวเองมีความฉลาด มีความรู้แล้วเรายังต้องการการยอมรับจากคนในครอบครัวและคนอื่นอื่นในสังคม เพราะการเรียนจบในสถาบันที่ดี ย่อมเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เราเป็นที่ยกย่องทั้งจากคนภายในบ้าน พ่อแม่ปู่ย่าตายาย จะดีใจที่เห็นลูกหลานได้เรียนจบจากโรงเรียนที่ดี มีงานทำที่มั่นคง

และคนภายนอกก็จะยกย่องยอมรับในความสามารถของเรา สำหรับเด็กไทยในตอนนี้ไม่ได้มองว่าการเรียนก็แค่เรียนไปอย่างนั้นเอง เรียนเพราะพ่อแม่อยากให้เรียนอีกแล้ว แต่เด็กเด็กต่างก็รู้แล้วว่าการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันนี้หากไม่มีความรู้ ไม่ได้เรียนหนังสือจะไม่มีทางที่จะประสบกับความสำเร็จอย่างที่ใจหวังไว้ได้เลย

หากอยากมีเงินมีงานทำทีดี มีคนยกย่อง นับหน้าถือตาต้องเรียนหนังสือให้เก่งแล้วชีวิตจะประสบกับความสำเร็จ นี่คือนิยมสำหรับการเรียนหนังสือของเด็กไทยในตอนนี้

การศึกษาของเด็กไทย เรียนพิเศษกันเยอะขึ้น

ปัจจุบันสภาวะทางสังคมไทยได้มีการเปลี่ยนไปแล้ว

และมีแนวโน้มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเป็นอย่างมากทั้งเรื่องของเศรษฐกิจทีตอนนี้ตกต่ำเต็มทีและยังส่งผลต่อไปยังวิถีความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งหลาย  ส่งผลให้พ่อแม่ทั้งหลายต่างก็ต้องการเห็นอนาคตของลูกตัวเองสดใส ดังนั้นพ่อแม่หลายคนจึงเริ่มหันมาสนใจเกี่ยวกับการส่งเสริมให้ลูกเรียนพิเศษกันมากขึ้น เพราะหลายคนมองว่าสำหรับเรื่องการศึกษาตอนนี้มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง

หากต้องการให้ลูกหรือแม้แต่บุตรหลานได้เข้าเรียนที่โรงเรียนดีดี มีชื่อเสียงให้ได้ การที่เด็กเรียนเฉพาะในห้องเรียนนั้นจะไม่สามารถช่วยเหลือให้เด็กได้เข้าเรียนโรงเรียนดีดีได้แล้ว ดังนั้นเรามักจะเห็นว่าตามห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่จะมีชั้นหนึ่งที่เปิดสำหรับให้โรงเรียนกวดวิชาต่างต่างมาเช่าพื้นที่

เพื่อทำเป็นสถานบันเรียนพิเศษเพื่อเปิดสอนให้เด็กได้เรียนเสริมหลังเลิกเรียน และวันหยุดในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ ยกตัวอย่างห้างเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ซึ่งจะมีเปิดชั้น 7,  ชั้น 8 , ชั้น 9 และชั้น 11 สำหรับเป็นชั้นให้เด็กได้มาเรียนพิเศษ

ทั้งนี้หากใครที่เคยไปไปเดินที่ห้างเซ็นทรัลคงจะหาเห็นว่าชั้นที่ 7-9 นั้นจะมีเด็กและผู้ปกครองเยอะมากทั้งในช่วงวันจันทร์-วันศุกร์โดยจะเริ่มมีเด็กมาเรียนช่วงประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไปส่วนเสาร์อาทิตย์ เด็กจะมาเรียนกันตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึง 20.00 กันเลยทีเดียว ทำให้เรามักจะเห็นสถานที่ที่เปิดเป็นสถานที่ให้เด็กเล่นมีเด็กมาเล่นกันน้อยลง

ปัจจุบันการเรียนของเด็กเด็กไม่ได้มีเรียนพิเศษเฉพาะที่ในห้างสรรพสินค้าเท่านั้นแม้แต่ที่โรงเรียนเอง หลังเลิกเรียนบางโรงเรียนก็เปิดให้คุณครูรับจ๊อบด้วยการสอนพิเศษให้กับเด็กนักเรียน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะได้รับการตอบรับจากผู้ปกครองเป็นอย่างดี เพราะจะไม่ได้ไม่ต้องรีบมารับลูกเร็วมากนัก

และระหว่างที่เด็กรอที่จะให้พ่อกับแม่มารับที่โรงเรียนนั้นจะได้เพิ่มพูนความรู้เข้าไปด้วย ดีกว่าให้เด็กเด็กวิ่งเล่น

 ทั้งนี้จึงกล่าวได้ว่าในยุคนี้ เป็นยุคที่เด็กเด็กจะมีอิสระในการเล่นลดน้อยลง และกลายเป็นว่ายุคนี้เป็นยุคที่เด็กต้องเรียนพิเศษกันมากขึ้น เด็กบางคนที่พ่อแม่มีกำลังทรัพย์และต้องการให้ลูกเข้าโรงเรียนดังดังและมีชื่อเสียงมักจะส่งบุตรหลานเรียนพิเศษกันตั้งแต่อนุบาลเลยทีเดียว

ทำให้ตอนนี้สถานบันกวดวิชา หรือตามโรงเรียนที่รับสอบพิเศษกลายมาเป็นสถานเด็กเล่นให้กับเด็กเด็กแทนแล้ว ซึ่งการที่เด็กเรียนพิเศษหรือเรียนกวดวิชาในตอนเย็นเพิ่ม เป็นสิ่งที่พ่อแม่คิดว่านี่ทางที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของบุตรหลานของตัวเอง

การศึกษาเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศของเราเจริญขึ้นมาได้

สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความหมายคำพูดเหล่านี้เพราะเนื่องมาจากว่าด้วยการศึกษานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการดำเนินชีวิต มีคนกล่าววไว้ว่าชีวิตจะดีหรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการศึกษาของแต่ละบุคคล เนื่องจากการศึกษาเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราทุกคนได้จริงเสมอ เพราะจากคนโง่เขลาแล้วนั้นหากมีการศึกษาจะสามารถทำให้พวกเขาฉลาดขึ้นมาก สำหรับการศึกษามันสามารถทำให้คนเรานั้นเอาตัวรอจากสิ่งที่ไม่ดีต่างๆได้นะ

เราจะเห็นได้ว่าการศึกษานั้นสามารถทำให้คนเรารู้จักผิดชอบชั่วดีขึ้นมาได้ เพราะพวกเขาจะมีจิตใต้สำนึกที่เป็นคนรู้จักบาปบุญคุณโทษทั้งหลาย พวกเขาจะตะหนักถึงสิ่งที่ไม่ดีหันตัวเองมาคิดดีทำดีได้นั่นเอง และความคิดของเขานั้นจะผลันเปลี่ยนจากคนที่เคยฐานะยากจนกลับกลายเป็นคนรวยได้เพราะความฉลาดของตนเอง จะเห็นได้ว่าการศึกษามันสามารถช่วยให้คนดิบถ่อยนั้นได้กลับกลายมาเป็นคนที่ดีมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นมานั่นเอง

สำหรับคนมีการศึกษานั้นจะต้องบอกว่าพวกเขาไม่อาจจะอยู่คนเดียวหรือโดดเดี่ยวได้ เพราะสังคมของเราต้องการบุคคลที่มีการศึกษาด้วยกันทั้งนั้น ประเภทที่มีความคิดดีทำดี ไม่เอาเปรียบผู้อื่นแล้วพวกมีการศึกษาเหล่านั้นก็ไม่ชอบใช้อารมณ์เหมือนพวกไม่มีการศึกษาอีกด้วย ดังนั้นทำให้การศึกษาเรียกได้ว่าเป็นตัวที่สะท้อนเรื่องราวเกี่วกับสังคมได้เป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้สังคมที่เราเจอนั้นเป็นอย่างไร

การศึกษาล้วนมีผลด้วยกันทั้งสิ้น หากคุณนั้นอยู่กับบุคคลที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานทำมาหากินเท่ากับว่าคุณอยู่กับพวกมีการศึกษา เพราะบุคคลที่ไม่ชอบทำงานทำการนั้นมักจะไม่มีการศึกษาแม้แต่น้อย เพราะพวกเขานั้นจะคิดไม่ได้อย่างพวกที่มีการศึกษานั่นเอง แต่พวกมีการศึกษากับพวกที่ขยันหรือรักดีก็จะคล้ายๆกันนะ แต่ไม่เหมือนกันสะทีเดียว เพราะบุคคลพวกนี้ล้วนแล้วแต่ขยัน แต่ขาดซึ่งความรู้ความสามารถเพราะถ้าคนที่มีการศุกษาเหล่านั้พวกเขาจะคิดออกว่าควรจะทำอย่างไร อย่างเช่นงานจะวางรูปแบบไปทางไหน แต่สำหรับคนขยันนั้นจะเป็นรองเสมอเพราะตนนั้นไม่สามรรถเป็นผู้นำของคนอื่นได้นั่นเอง

เราจะเห้นได้ว่าการศึกษาเหล่านั้นเป็นดังหุ้นส่วนของชีวิต ซึ่งการดำเนินชีวตเหล่านั้นก็เป็นตัวที่เปรียบเหมือนกับตัวสะท้อนของสังคมเลยแหละ เราจะเห็นได้ว่าบางคนล้วนไม่มีความคิดที่จะหางานดีๆให้แก่ตนเอง เพราะไม่มีความรู้นั่นเอง จึงไม่สามารถวางรากฐานให้แก่ตนเองได้สิ่งที่เขาทำได้นั้นก็คือการเป็นผู้ตามเพียงเท่านั้น

การศึกษาไทยยุค 4.0

จากการที่เทคโนโลยี รวมทั้งข่าวสารในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนอย่างเร็ว และต่อเนื่อง จึงส่งผลให้เกิดการสร้างสินค้า แล้วก็บริการใหม่ๆที่จะตอบสนองต่อสิ่งที่ต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนไป ในขณะที่เมืองไทยมีการวางนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สำหรับการสร้างสรรค์ และก็ปรับปรุงเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยสิ่งใหม่ เพื่อให้ไทยหลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ก็เลยทำให้ภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน ต่างปรับพฤติกรรมให้สอดรับกับพลวัต และแนวนโยบายที่เกิดขึ้น

ทั้งนั้น การจะนำพาประเทศไปสู่แผนการที่วางไว้ สิ่งสำคัญคือจำต้องเร่งการพัฒนา แล้วก็เตรียมพร้อมให้กับคนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเกิดเรื่องวิทยาการคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม การเขียนรหัส การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆหรือสะเต็มเรียนรู้ (STEM education) ฯลฯ

เพื่อประเทศมีทรัพยากรมุนษย์ที่มีความถนัด มีคุณภาพสูง พร้อมจะปรับปรุงสิ่งใหม่เทคโนโลยีใหม่ๆสำหรับเพื่อการรองรับการแข่งขันที่เพิ่มสูงมากขึ้นถัดไป

“อักษร เอ็ดดูเคชั่น” ผู้พัฒนาสิ่งใหม่ด้านการศึกษา และดีไซน์กรรมวิธีการเรียนการสอนครบวงจร โดย “ตะวัน เทวอักษร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ก็เลยเปิดเผยถึงเทรนด์การเรียนรู้ไทยในสมัย 4.0 แล้วก็แนวความคิดห้องเรียนที่ดีในสมัยที่เทคโนโลยีมีความเจริญรุ่งเรือง พร้อมกับการเตรียมพร้อมจัดงานประชุมสัมมนาวิชาการรายปี “Aksorn Teaching Forum 2018” ภายใต้แนวความคิด “อนาคตเด็กไทยสร้างได้ ด้วยผู้บริหารแล้วก็อาจารย์มืออาชีพ”

เบื้องต้น “ตะวัน” บอกว่า เพราะว่าเทคโนโลยี ข่าวสารที่มีอยู่มีการเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ ก็เลยทำให้การเล่าเรียนในขณะนี้ควรต้องสร้างรากฐานความชำนาญวิชาความรู้ ความเข้าใจในมิติใหม่ๆให้กับเด็กไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะที่ศตวรรษที่ 21 อีกทั้งความรู้ความเข้าใจสำหรับในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การมีความสามารถสำหรับในการติดต่อที่ดี การทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ตลอดจนการคิด การสร้างสรรค์ เพื่อทำให้มีการเกิดการพัฒนาของใหม่ในแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ

พวกเรามั่นใจว่าประสิทธิภาพของเด็กนักเรียนเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากกระบวนการเรียนการสอนที่ดี คุณครูปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศึกษาแลกเปลี่ยนความนึกคิดซึ่งกันและกัน รวมทั้งการมีเนื้อหา และก็สื่อการศึกษาที่ดีที่จะช่วยเสริมให้นักศึกษามีความพร้อมเพรียงสำหรับโลกยุคสมัยใหม่ จนถึงต่อยอดไปสู่การศึกษาตลอดชาติ

ด้วยแนวทางอย่างนี้ ผมเชื่อว่าจะทำให้ห้องเรียนยุคใหม่เกิดขึ้นจริงในทุกสถานที่เรียนทั่วทั้งประเทศไทย หากแม้ในสถานที่เรียนที่ขาดแคลนเรื่องของทรัพยากรนั้น ทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ตรงนี้อาจไม่ใช่คำตอบทั้งสิ้น ซึ่งจากประเทศที่ติดอันดับด้านคุณภาพการเรียนรู้ระดับนานาชาตินั้น ตัวเลขการเข้าถึงเทคโนโลยีไม่ได้นับว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กนักเรียนมีผลการเล่าเรียนที่ดียิ่งขึ้นหรือแย่ลงเลย เพราะฉะนั้น การเข้าถึงเทคโนโลยีบางทีอาจเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง เนื่องจากว่าหัวใจสำคัญเป็นเรื่องการวางแบบกระบวนการเรียนการสอนในห้องเรียนมากยิ่งกว่า